สำหรับคู่มือ WordPress ตอนที่สองนี้จะเป็นการสอน WordPress 5.3 แบบเจาะลึกทุกการใช้งาน คุณจะได้เรียนรู้วิธีการสร้างเว็บไซต์ WordPress แบบ Step-by-Step ตั้งแต่การติดตั้งธีม ปลั๊กอิน การสร้างเนื้อหา การปรับแต่งธีมหน้าตาเว็บไซต์ และการตั้งค่าต่างๆใน WordPress อย่างครบถ้วน

คู่มือสอน WordPress ฉบับ 2020 นี้แอดจะสอนร่วมกับปลั๊กอินจัดหน้า Elementor Page Builder แทนตัวจัดหน้าของ WordPress (Gutenberg) เนื่องจาก Elementor นั้นสามารถช่วยให้คุณจัดรูปแบบหน้าของเจพได้สะดวกรวดเร็ว และมีตัวเลือกการออกแบบที่หลากหลายกว่า WordPress Classic Editor

ใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความแนะนำตอนที่ 1 อย่าพลาด: วิธีสร้างเว็บด้วย WordPress สำหรับผู้เริ่มต้น

สารบัญ
01

สอน WordPress 5.3 เบื้องต้น

ทำความรู้จักกับหน้าตาของ Admin Panel การใช้งาน Dashboard และ รู้จักกับเมนูต่างๆใน WordPress

การล็อกอินเข้า WordPress Admin

ทบทวนกันอีกครั้งสำหรับการล็อกอินเข้า WordPress Admin Panel

ให้ไปที่หน้าสำหรับล็อกอิน โดยปกติ URL ในการเข้าใช้งานส่วนนี้จะเป็น wp-admin เช่น www.mydomain.com/wp-admin/

ในหน้านี้ ให้ใส่ชื่อแอ็กเคานต์ และรหัสผ่านที่ได้ตั้งไว้ตอนติดตั้ง WordPress จากนั้นกด Log In หากเราไม่ต้องการล็อกอินใหม่ทุกครั้งให้เลือก ☑ Remember Me เพื่อให้ WordPress จำการล็อกอินของเราไว้

หน้าล็อกอินเข้าสู่ WordPress Admin
หน้าล็อกอินเข้าสู่ WordPress Admin

ถ้าลืม Password เข้า WordPress Admin ล่ะ?

ให้คลิกที่ Lost your Password? จากนั้นให้เราใส่ชื่อบัญชี หรืออีเมล์ที่เราตั้งค่าไว้ตอนติดตั้ง WordPress จากนั้นกด Get New Password WordPress จะส่งลิงก์สำหรับตั้งค่ารหัสผ่านใหม่ไปยังอีเมล์ของเรา

หน้าสำหรับขอรหัสผ่านใหม่ กรณีที่ลืม password ของ WordPress
หน้าสำหรับขอรหัสผ่านใหม่ กรณีที่ลืม password ของ WordPress

หน้าต่าง Dashboard

เมื่อเราล็อกอินเข้ามาใน WordPress แล้ว หน้าแรกที่จะเจอคือ Dashboard ที่จะมีหน้าต่างบล็อกสำหรับแสดงข้อมูลต่างๆ เช่นข่าวสาร จำนวนโพสท์ หรือข้อมูลจากปลั๊กอินที่เราติดตั้งไว้

เราสามารถเลือกหน้าต่างที่จะแสดงบน Dashboard ได้โดยคลิกที่ Screen Options ที่อยู่ด้านขวาบน จะมีตัวเลือก ☑ ว่าเราต้องการแสดงหน้าต่างไหนบ้าง

ตัวเลือกการแสดงหน้าต่างใน WordPress Dashboard
ตัวเลือกการแสดงหน้าต่างใน WordPress Dashboard

เรายังสามารถจัดย้ายตำแหน่งหน้าต่างได้อีกด้วย โดยคลิกที่หัวหน้าต่างที่ต้องการย้าย แล้วลากเพื่อเปลี่ยนตำแหน่ง

การย้ายตำแหน่งหน้าต่างใน WordPress Dashboard
การย้ายตำแหน่งหน้าต่างใน WordPress Dashboard

เมนูใน WordPress

ทุกหน้าใน WordPress Admin จะมีเมนูหลักอยู่ด้านซ้ายมือสำหรับเข้าสู่ส่วนของการใช้งาน และการตั้งค่าทั้งหมดที่อยู่ใน WordPress

สอนใช้งาน WordPress เมนูต่างๆใน WordPress Admin
เมนูต่างๆใน WordPress Admin

ในส่วนด้านบนจะมีเมนูลัดที่ใช้ในการจัดการคอนเทนต์ (ด้านซ้าย) และการตั้งค่าผู้ใช้งาน / ลงชื่อออกจากระบบ (ด้านขวา)

เมนูลัดใน WordPress Admin
เมนูลัดใน WordPress Admin
02

เพิ่มลูกเล่นให้เว็บด้วย WordPress ปลั๊กอิน

ส่วนที่สองในคู่มือ WordPress ฉบับนี้ คุณจะได้รู้จักกับปลั๊กอิน ซึ่งเวลาเราสร้างเว็บไซต์ WordPress ปลั๊กอินจะเป็นตัวช่วยเพิ่มลูกเล่น และฟังก์ชันการใช้งานให้กับเว็บ คุณจะได้รู้วิธีการติดตั้ง ตั้งค่า อัพเดท ปลั๊กอิน ใน WordPress แถมด้วยข้อแนะนำในการใช้งานปลั๊กอิน WordPress ที่คุณควรรู้

WordPress ปลั๊กอิน (Plugins) คืออะไร?

ปลั๊กอิน (Plugins) นั้นเป็นเสมือนโปรแกรมเสริมสำหรับใช้เพิ่มความสามารถ เพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน หรือเพิ่มลูกเล่นต่างๆให้กับเว็บไซต์ WordPress ของเรา

การติดตั้งปลั๊กอินนั้นไม่ยาก ไม่ต้องเขียนโค้ด เสมือนเราติดตั้งโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์

แถมปลั๊กอินใน WordPress นั้นออกแบบมาให้ใช้โค้ดแยกจากโค้ดหลัก และธีมของ WordPress ซึ่งทำให้เราสามารถติดตั้ง หรือลบปลั๊กอินได้ง่ายๆ โดยไม่ทำให้โค้ด และธีมหลักของเว็บไซต์เราเสียหาย

WordPress ปลั๊กอินนั้นสามารถติดตั้งใช้งานบนเว็บที่สร้างด้วย WordPress.org เท่านั้น โดยปัจจุบันมีปลั๊กอินให้ใช้อยู่ราวๆ 54,000 ปลั๊กอิน ให้เราเลือกช้อบกันเต็มที่ โดยมีทั้งแบบฟรี และเสียเงิน

ดูปลั๊กอินทั้งหมดจากเว็บ WordPress.org

วิธีตั้งค่าปลั๊กอินใน WordPress

การดูว่าเว็บเราติดตั้งปลั๊กอินอะไรไว้บ้าง: ให้เข้ามาที่เมนู Plugins > Installed Plugins จะเข้าสู่หน้าที่ใช้จัดการปลั๊กอินทั้งหมดที่บนเว็บ WordPress ของเรา หน้านี้ใช้สำหรับตั้งค่าปลั๊กอินต่างๆที่ถูกติดตั้งไว้แล้ว โดยเราสามารถตั้งค่าปลั๊กอินแต่ละอัน เปิด/ปิดการใช้งาน ดูรายละเอียด และลบปลั๊กอินที่ไม่ใช้ทิ้ง การใช้งานเมนู Installed Plugins
  1. Add New: สำหรับติดตั้งปลั๊กอินเพิ่ม
  2. Bulk Actions: ตัวเลือกสำหรับจัดการ ☑ เลือกไว้พร้อมกันในทีเดียว โดยเราสามารถ เปิด (Activate), ปิด (Deactivate), ลบ (Delete), และอัพเดท (Update)
  3. Activate / Deactivate: ใชสำหรับเปิด (Activate) หรือ ปิด (Deactivate) การใช้งานปลั๊กอิน โดยปลั๊กอินที่ถูกเปิดใช้งานอยู่จะมีพื้นหลังสีฟ้า ส่วนปลั๊กอินที่ไม่ได้ใช้งานจะมีพื้นหลังสีขาว
  4. Delete: ใช้สำหรับลบปลั๊กอิน
  5. ลิงก์สำหรับดูรายละเอียดตของปลั๊กอิน เช่น ผู้พัฒนาปลั๊กอิน คู่มือ เวอร์ชัน
  6. ช่องสำหรับค้นหารายชื่อปลั๊กอินที่เราต้องการ มักใช้เวลาเรามีปลั๊กอินเยอะๆ
สอนใช้งาน WordPress การจัดการปลั๊กอิน
การจัดการปลั๊กอินในเมนู Installed Plugins

เราสามารถเข้าสู่หน้าการตั้งค่าสำหรับปลั๊กอินแต่ละอันได้สามทาง (แล้วแต่ปลั๊กอิน):

  1. จากตัวเลือก Settings ในหน้า Installed Plugins (ปลั๊กอินส่วนใหญ่จะตั้งค่าในนี้)
  2. จากชื่อปลั๊กอินที่อยู่ในเมนูด้านซ้ายโดยตรง
  3. ในเมนู Settings > ชื่อปลั๊กอิน
การตั้งค่าปลั๊กอินจากเมนูส่วนต่างๆ
การตั้งค่าปลั๊กอินจากเมนูส่วนต่างๆ

วิธีติดตั้งปลั๊กอินจากเว็บ WordPress.org

ปลั๊กอินทั้งหมดที่อยู่ บนฐานข้อมูลปลั๊กอินในเว็บ WordPress.org เราสามารถติดตั้งผ่านหน้า WordPress Admin ของเราได้

ขั้นตอนติดตั้งปลั๊กอิน:

  1. คลิกที่เมนู Plugins > Add New หรือจากปุ่ม Add New ในหน้า Installed Plugins
  2. ค้นหาชื่อปลั๊กอินที่ต้องการจากช่องค้นหา
  3. คลิกที่ Install Now เพื่อทำการติดตั้งปลั๊กอิน
  4. หลังจากที่ปลั๊กอินติดตั้งเสร็จให้คลิกที่ Activate เพื่อเปิดใช้งานปลั๊กอิน
สอนใช้งาน WordPress การติดตั้งปลั๊กอิน
การเปิดใช้งานปลั๊กอินหลังจากติดตั้งเสร็จ
การติดตั้งปลั๊กอินใน WordPress

ก่อนติดตั้งปลั๊กอิน อย่าลืมตรวจสอบว่าปลั๊กอินที่เรากำลังจะติดตั้งสามารถใช้ได้กับ WordPress เวอร์ชันที่เราใช้งานอยู่ หากปลั๊กอินขึ้นว่า “Compatible with your version of WordPress” ถือว่าใช้ได้

ทั้งนี้เราสามารถเลือกดูปลั๊กอินแนะนำได้จากเมนู Featured, Popular หรือ Recommend ได้เช่นกัน

เราสามารถคลิกที่ลิงก์ More Details ที่อยู่ใต้ปุ่ม Install Now เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับปลั๊กอินนั้นๆได้ เช่น วิธีการติดตั้ง คะแนนรีวิว จำนวนผู้ใช้งาน เวอร์ชันที่รองรับ ลิงก์ไปยังหน้าเว็บของผู้พัฒนาปลั๊กอิน

More Details สำหรับดูรายละเอียดปลั๊กอิน
More Details สำหรับดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปลั๊กอิน

แอดแนะนำให้ติดตั้งปลั๊กอิน Elementor Page Builder (ฟรี) ซึ่งเป็นปลั๊กอินช่วยจัดหน้าเพจที่แอดว่าใช้งานได้สะดวก และง่ายกว่าตัวจัดหน้าดั้งเดิมของ WordPress (Gutenberg) ซึ่งการสอนใช้งาน WordPress แอดจะสอนการจัดหน้าด้วยปลั๊กอิน Elementor เป็นหลัก

วิธีติดตั้งปลั๊กอินจาก zip ไฟล์

นอกจากปลั๊กอินที่มีอยู่ใน WordPress Library แล้ว ยังมีปลั๊กอินบางส่วนที่เราต้องดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของผู้พัฒนาปลั๊กอินโดยตรง และอัพโหลดลงใน WordPress

ขั้นตอนติดตั้งปลั๊กอินแบบอัพโหลด zip ไฟล์:

  1. คลิกที่ปุ่ม Upload Plugins ที่อยู่ด้านบน
  2. เลือกไฟล์ปลั๊กอินจากในเครื่องคอมของเรา (เป็นไฟล์ .zip)
  3. คลิก Install Now เพื่อทำการติดตั้งปลั๊กอิน

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว อย่าลืมคลิก Activate เพื่อเปิดใช้งานปลั๊กอินด้วย

การติดตั้งปลั๊กอินจากไฟล์ zip
การติดตั้งปลั๊กอินจากไฟล์ zip

วิธีจัดการปลั๊กอินผ่าน File Manager หรือ FTP

ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่าโค้ดต่างๆของปลั๊กอินนั้น แยกออกจากโค้ดหลักของ WordPress เราสามารถใช้โปรแกรม FTP หรือ File Manager เพื่อดูไฟล์ปลั๊กอินที่ติดตั้งอยู่บนเว็บเราได้ที่โฟลเดอร์:

public_html/wp-content/plugins/

แล้วไงต่อ?

เราสามารถปิดการใช้งานปลั๊กอินผ่าน File Manager เพียงแค่ย้ายโฟลเดอร์ปลั๊กอินที่เราต้องการปิดไปยังโฟลเดอร์อื่น หรือติดตั้งปลั๊กอินโดยนำไฟล์ปลั๊กอินที่แตกจาก zip file มาอัพโหลดลงในโฟลเดอร์นี้

ใช้ได้ดีกรณีที่เราติดตั้งปลั๊กอิน แล้วเกิดทำให้เราล็อกอินเข้า WordPress Admin Panel ไม่ได้ เราสามารถลบปลั๊กอินตัวปัญหาผ่าน File Manater แทนได้

ที่แอดเคยเจอ คือลองติดตั้งปลั๊กอินสแกนไวรัส แต่ปลั๊กอินกลับใช้ CPU ของเซิร์ฟเวอร์จนเต็มลิมิต จะปิดปลั๊กอินผ่าน WordPress Admin ก็ไม่ได้ เลยต้องลบปลั๊กอินผ่าน File Manager แทน

การจัดการปลั๊กอินผ่าน File Manager (SiteGround)
การจัดการปลั๊กอินผ่าน File Manager (SiteGround)

วิธีตั้งค่าให้ปลั๊กอินอัพเดทอัตโนมัติ

เราควรคอยอัพเดทปลั๊กอินต่างๆให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ 

เหตุผลหลักๆคือเรื่องของความปลอดภัย

เวลาที่ผู้พัฒนาเจอช่องโหว่ในปลั๊กอินที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตี ก็จะออกปลั๊กอินเวอร์ชันใหม่ม่ปิดช่องโหว่นั้น อีกเหตุผลคือเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานปลั๊กอิน ที่ผู้พัฒนาคอยอัพเดทเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด รวมถึงเพิ่มฟีเจอร์ในเวอร์ชันใหม่ๆอีกด้วย

โดยปกติเวลาปลั๊กอินแต่ละอันมีการอัพเดทเวอร์ชันใหม่เราจะต้องคอยเข้ามาเช็คใน WordPress Admin และกดอัพเดทเอง

ถ้าอยากตั้งค่าให้ปลั๊กอินถูกอัพเดทโดยอัตโนมัติล่ะ?

ทางเลือกที่ 1: ติดตั้งปลั๊กอิน สำหรับอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติ เช่น Easy Updates Manager โดยในหน้าติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มให้ลองค้นหาคำว่า auto update หรือ plugin update ก็จะเจอปลั๊กอินที่ใช้ช่วยอัพเดทปลั๊กอินใน WordPress ให้โดยอัตโนมัติ

ปลั๊กอินสำหรับอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติ
ปลั๊กอินสำหรับอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติ

ทางเลือกที่ 2: ตั้งค่าจากใน Control Pangel ของเว็บโฮสติ้ง โดยเว็บโฮสติ้งส่วนมากที่เป็น WordPress Managed Hosting มักจะมีโปรแกรมช่วยติดตั้ง WorPress อย่าง Softaculous ที่เราสามารถตั้งค่าให้อัพเดทปลั๊กอิน หรือธีมโดยอัตโนมัติได้

วิธีอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติด้วย Softaculous (ThaiDataHosting)

หากเราใช้โฮสติ้งของ ThaiDataHosting ตอนเราติดตั้ง WordPress ผ่าน Softaculous ที่เป็นโปรแกรมช่วยติดตั้ง WordPress เราสามารถตั้งค่าการอัพเดท WordPress ได้จากในนี้

ให้ล็อกอินเข้าไปที่ Direct Admin เราจากนั้นเลือกเมนู Softaculous Auto Installer ในส่วน Advanced Installer

เมนู Softaculous Auto Installer สำหรับตั้งค่าการติดตั้ง WordPress
เมนู Softaculous Auto Installer สำหรับตั้งค่าการติดตั้ง WordPress

เลือกเมนู Installations จะเข้าสู่หน้า Scripts Installations ให้นั้นคลิกที่ ไอคอนรูปดินสอ เพื่อแก้ไขการตั้งค่าการติดตั้ง WordPress

ก่อนกด….

เนื่องจากไอคอนรูปดินสออยู่ข้างๆกับไอคอนกากบาทสำหรับ “ลบ” WordPress ที่ติดตั้งไว้ ดังนั้นตั้งสติดีๆก่อนกดนะ (ด้วยความหวังดีจากแอด….)

การตั้งค่าการติดตั้ง WordPress ใน Softaculous
การตั้งค่าการติดตั้ง WordPress ใน Softaculous
การแก้ไขตั้งค่าการติดตั้ง WordPress ใน Softaculous
การแก้ไขตั้งค่าการติดตั้ง WordPress ใน Softaculous

ให้เราเลื่อนลงมามาที่เมนู Auto Upgrade WordPress Plugins คลิกที่กล่องเพื่อเปิดใช้งานการอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติ จากนั้นกด Save Installation Details

การตั้งการการอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติใน Softaculous
การตั้งการการอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติใน Softaculous

วิธีอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติใน SiteGround Control Panel

หากใครที่ใช้โฮสติ้งของ SiteGround สามารถตั้งค่าการอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติได้ง่ายๆ

ล็อกอินเข้าไปยังหน้าโฮสติ้ง Control Panel ของเราใน SiteGround จากนั้นเลือกที่เมนู WordPress > Autoupdate แล้วเลื่อนปุ่มด้านขวามือของเมนู Update Plugins เพื่อเปิดการอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติ

การตั้งค่าอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติใน SiteGround
การตั้งค่าอัพเดทปลั๊กอินอัตโนมัติใน SiteGround

ทางเลือกที่ 3: เพิ่มโค้ดใน functions.php เป็นทางเลือกขั้นสูงสำหรับคนที่คุ้นเคยกับการใช้งานโค้ดต่างๆ โดยให้เพิ่มโค้ดด้านล่างนี้เข้าไปในไฟล์ functions.php ที่อยู่ในเมนู Appearance > Theme Editor

add_filter( ‘auto_update_plugin’, ‘__return_true’ );

สำหรับการแก้ไขไฟล์ใน functions.php แอดแนะนำให้ใบ้ปลั๊กอินที่ชื่อว่า Code Snippets ซึ่งใช้งานง่ายและสะดวกกว่า

ข้อแนะนำเกี่ยวกับปลั๊กอินใน WordPress

(1) อัพเดทปลั๊กอินให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ เหตุผลด้านความปลอดภัยตามที่กล่าวข้างต้นจะแบบอัพเดทเอง หรืออัพเดทอัตโนมัติ ได้ตามสะดวก

แอดเองชอบที่จะคอยเช็คและอัพเดทปลั๊กอินเองมากกว่า

เนื่องจากเราสามารถเช็คได้ว่าเวอร์ชันที่ออกมามีการเปลียนอะไรไปบ้าง และหากหลังอัพเดทแล้วมีปัญหาธีมหรือหน้าเว็บพัง เราก็พอรู้คร่าวๆว่าเกิดจากการอัพเดทปลั๊กอินตัวไหน

(2) ปลั๊กอินตัวไหนไม่ได้ใช้ ให้ลบทิ้งไปเลย

การที่เราปล่อยให้ปลั๊กอินถูก Deactivate ไว้แต่ไม่ได้ใช้งานก็เป็นช่องโหว่ที่อาจทำให้แฮ็กเกอร์โจมตีเว็บผ่านโค้ดปลั๊กอินที่ปิดทิ้งไว้ได้

(3) ติดตั้งเฉพาะปลั๊กอินที่จำเป็น

การที่เราติดตั้งปลั๊กอินมากเกินไป ทำให้เว็บเราโหลดช้าลง แถมเปลืองทรัพยากรการประมวลผลของเครื่องเซิร์ฟเวอร์มากขึ้น (CPU กับ RAM) เนื่องจากมีโค้ดของปลั๊กอินที่ต้องประมวลผลมากขึ้น

รวมทั้งเราไม่ควรติดตั้งปลั๊กอินที่ทำงานซ้ำซ้อนกันด้วย เช่น ติดตั้งแคชปลั๊กอินซ้อนกันหลายๆอัน นอกจากจะไม่ช่วยให้เว็บเราโหลดเร็วขี้น บางฟังก์ชันของปลั๊กอินยังตีกันเอง กลับทำให้เว็บโหลดช้าลง หน้าเว็บแสดงผลผิดพลาด เป็นต้น

03

การติดตั้ง และปรับแต่งธีมใน WordPress

ส่วนที่สามของบทความสอน WordPress จะแนะนำให้คุณรู้จักการดาวน์โหลด และติดตั้งธีมต่างๆ รวมถึงสอนให้คุณเข้าใจโครงสร้างส่วนต่างๆของธีม ไปจนถึงวิธีปรับแต่งธีมเบื้องต้น

WordPress ธีม (Themes) คืออะไร?

ธีม (Themes) หรือรูปแบบเว็บ ใน WordPress นั้นเป็นเสมือนโครงสร้างสำเร็จรูปให้กับหน้าตาเว็บของเรา หลังจากที่เราติดตั้งธีมแล้ว เราสามารถทำการปรับแต่งรายละเอียดต่างๆได้จากในเมนูของธีมที่มีไว้ให้ 

แต่ละธีมก็จะมีเมนูให้เราเลือกปรับแต่งได้มาก-น้อยแตกต่างกันไป

เราสามารถเลือกติดตั้งธีมต่างๆ ทั้งจากในฐานข้อมูลของ WordPress หรือ จากเว็บไซต์ผู้พัฒนาธีมที่มีให้เลือกมากมาย

ดูธีมฟรีต่างๆที่สามารถโหลดจากใน WordPress

วิธีจัดการธีมเบื้องต้น

ให้เราเข้ามาที่หน้าสำหรับจัดการธีม โดยคลิกที่เมนู Appearance > Themes

หากเราติดตั้ง WordPress ครั้งแรก จะมีธีมที่ติดมากับ WordPress ซึ่งเราสามารถเลือกใช้งานธีมเหล่านี้ได้เลย

ธีมที่ใช้งานอยู่ ขอบล่างของกล่องธีมจะเป็นสีดำพร้อมทั้งมีขึ้นข้อความ Active และมีปุ่ม Customize สำหรับปรับแต่งธีมนั้นๆ (เราสามารถปรับแต่งธีมที่ Active อยู่เท่านั้น)

ส่วนธีมที่ไม่ได้ถูกใช้งานกล่องจะเป็นสีขาว และมีปุ่ม Live Preview สำหรับพรีวิวหน้าตาเว็บไซต์ของเราบนหน้าตาธีมนั้นๆก่อนที่เราจะทำการติดตั้งจริง

คลิกที่ปุ่ม Activate เพื่อเป็นการเปิดใช้งานธีมนั้นๆ

สอนใช้งาน WordPress การจัดการธีมเบื้องต้น
การจัดการธีมใน WordPress

วิธีติดตั้งธีมจากเว็บ WordPress

ให้เราคลิกที่ปุ่ม Add New ด้านบน (หรือคลิกที่ Add New Theme ในกล่องธีมเส้นประก็ได้)

สอนใช้งาน WordPress การติดตั้งธีม
การติดตั้งธีมใน WordPress

ในหน้า Add Themes เมื่อเราเลือกธีมที่ต้องการได้แล้วสามารถคลิกที่ Install เพื่อทำการติดตั้งธีม

เราสามารถคลิกที่ปุ่ม Preview เพื่อพรีวิวธีมก่อนติดตั้งได้ อย่างไรก็ตามการพรีวิวธีมที่ยังไม่ได้ติดตั้งนั้น (Preview) การแสดงผลจะแตกต่างจาการพรีวิวธีมที่เราติดตั้งไว้แล้ว (Live Preview) ในขั้นตอนข้างต้น

แอดแนะนำให้ติดตั้งธีมแล้วพรีวิวแบบ Live Preview จะแสดงผลได้ถูกต้องกว่า

การติดตั้งธีมจากเว็บ WordPress
การติดตั้งธีมจากเว็บ WordPress

วิธีติดตั้งธีมจาก zip ไฟล์

นอกจากธีมที่อยู่ในเว็บของ WordPress แล้ว เรายังเราสามารถอัพโหลดไฟล์ธีมที่เป็น zip ไฟล์ ในการติดตั้งธีมจากผู้พัฒนาธีมจากเว็บอื่นๆได้ด้วย

ขั้นตอนติดตั้งธีมแบบอัพโหลด zip ไฟล์:

  1. ในหน้า Add Themes ให้คลิกที่ปุ่ม Upload Themes ที่อยู่ด้านบน
  2. เลือกไฟล์ธีมจากในเครื่องคอมของเรา (เป็นไฟล์ .zip)
  3. คลิก Install Now เพื่อทำการติดตั้งธีม

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว อย่าลืมคลิก Activate เพื่อเปิดใช้งานธีมด้วย

การติดตั้งธีมใน WordPress จาก zip ไฟล์
การติดตั้งธีมจาก zip ไฟล์

แนะนำธีมการเลือกธีมสำหรับ WordPress + Elementor

นอกจากความสวยงาม และลูกเล่นต่างๆแล้ว ธีมยังส่งผลต่อความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของเราด้วย 

เราควรเลือกธีมที่ไม่ใส่โค้ดลูกเล่นเยอะจนเกินไป (Lightweight Theme) หรือสามารถเปิด-ปิด การใช้งานลูกเล่นของธีมที่ไม่ต้องการ (Modular Theme) เท่านี้ก็จะช่วยให้เว็บของเราสวยงาม แถมโหลดได้ไวอีกด้วย

ธีม Lightweight เบาๆที่แอดแนะนำ และสามารถใช้ได้ดีกับ Elementor:

  • Astra: ธีมเบาๆ โหลดไว เปิด-ปิดลูกเล่นได้ แอดก็ใช้ธีมนี้อยู่ มีทั้งฟรี และ Pro
  • GeneratePress: อีกหนึ่ง Lightweight Theme มีทั้งฟรี และ Pro
  • HelloTheme: Official Theme ฟรีของ Elementor เบาหวิว (เพราะไม่มีลูกเล่นอะไรมาให้เลย) เหมาะสำหรับใช้กับ Elementor Pro
  • Genesis Framework: นิยมในหมู่นักพัฒนาธีม ใช้สำหรับสร้างธีมอีกที (ไม่มี Free version)

วิธีติดตั้ง Starter Site

หลังจากที่เราติดตั้งธีมแล้ว บางธีมจะมี Starter Site หรือเว็บตัวอย่างมาให้ด้วย โดยเราสามารถเลือกติดตั้ง Starter Site ที่เราต้องการ จากนั้นค่อยเปลี่ยนเนื้อหาเอาจะรวดเร็วกว่าการตั้งค่าธีมใหม่เองทั้งหมด ซึ่งแอดจะใช้ธีม Astra เป็นตัวอย่างการติดตั้ง Starter Site

ขั้นตอนติดตั้ง Starter Site:

  1. ติดตั้ง และเปิดใช้งานธีม Astra
  2. คลิกที่เมนู Appearance > Astra Options
ตัวอย่างการติดตั้ง Starter Site จากธีม Astra

3 คลิกที่เมนู Install Importer Plugin เพื่อติดตั้งปลั๊กอินสำหรับสร้าง Starter Site

ตัวอย่างการติดตั้ง Starter Site จากธีม Astra

4 เลือกติดตั้ง Demo Site สำหรับใช้งานกับ Elementor จากนั้นคลิก Next

ตัวอย่างการติดตั้ง Starter Site จากธีม Astra

5 เลือกรูปแบบ Starter Site ที่ต้องการติดตั้งจากนั้นคลิกที่ Preview

ตัวอย่างการติดตั้ง Starter Site จากธีม Astra

6 ตรวจสอบตัวเลือกการติดตั้ง Starter Site ดังนี้:

  • Installed Required Plugins: ติดตั้งปลั๊กอินที่จำเป็นสำหรับใช้ร่วมกับ Starters Site (บังคับ) โดยเราสามารถคลิกที่ ? เพื่อดูรายการปลั๊กอินที่จะถูกติดตั้งได้
  • Import Customizer Settings: ตั้งค่าการปรับแต่งธีมให้เป็นของ Starter Site ที่จะติดตั้ง โดยจะตั้งค่าทับธีมของ Astra ที่ใช้งานอยู่ และธีมเก่าจะถูก Backup ไว้ในโฟลเดอร์ชื่อ
    “wp-content/astra-sites”
  • Import Content: ติดตั้งเนื้อหาต่างๆที่มาพร้อมกับ Starter Site เช่น หน้าโพสท์ หน้าเพจ เมนู และ รูปภาพต่างๆ
  • Import Widgets: ติดตั้ง Widgets ที่มากับ Starter Site เช่น Side Menu หรือ Footer Menu
  • Delete Previously Imported Site: ลบ Starter Site เก่าที่ถูกติดตั้งไว้

7 คลิกที่ Import Site เพื่อทำการติดตั้ง Starter Site

ตัวอย่างการติดตั้ง Starter Site จากธีม Astra

ทำความเข้าใจกับโครงสร้างของธีม

ก่อนจะเข้าสู่การปรับแต่งธีมนั้น เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้าง (Template) ของธีมกันก่อน

ทุกธีมใน WordPress นั้นจะมีโครงสร้างเหมือนกันหมด คือประกอบด้วย:

  1. Container: โครงสร้างหลักที่ใช้ใส่ส่วนอื่นๆของธีม
  2. Header: ส่วนหัวบนสุดของธีม มักใช้ใส่โลโก้ และ เมนูหลักของเว็บไซต์
  3. Menu: ส่วนที่ใช้ลิงก์ไปยังหน้าหลักๆของเว็บไซต์
  4. Featured Image: รูปประจำของโพสท์ หรือเพจนั้นๆ
  5. Title: ชื่อหัวข้อของโพสท์ หรือเพจ
  6. Breadcrumb: เป็นเหมือนเมนูที่ระบุว่าเราอยู่ในส่วนไหนของเว็บ คล้ายๆโฟลเดอร์ในเครื่องคอม
  7. Body: ส่วนของเนื้อหาในหน้าเพจ หรือโพสท์
  8. Sidebar: ส่วนเนื้อหาเสริมในหน้าเพจ หรือโพสท์
  9. Footer: ส่วนล่างสุดของธีม มักใช้ใส่ลิงก์เสริมไปยังส่วนต่างๆของเว็บไซต์

ในการปรับแต่งธีมนั้น เราสามารถกำหนดให้บางส่วนต่างๆถูกปิดไว้ ไม่ต้องแสดงในหน้าเพจได้ เช่น ปิด Sidebar ที่ไม่ต้องการ

วิธีปรับแต่งธีมเบื้องต้น

ให้เข้าไปที่เมนู Appearance > Customize เพื่อเข้าสู้หน้าสำหรับปรับแต่งธีม

เมนูสำหรับปรับแต่งธีมใน WordPress
เมนูสำหรับปรับแต่งธีมใน WordPress

ในหน้าการปรับแต่งธีมนั้น เราสามารถเลือกปรับแต่งธีมส่วนต่างๆได้จากเมนูด้านซ้ายมือ ซึ่งแต่ละธีมจะมีฟังก์ชันเมนูไม่เหมือนกัน แล้วแต่ลูกเล่นของแต่ละธีม 

เรายังสามารถคลิกที่ไอคอนรูปจอคอม แท็บเล็ต และมือถือ ที่เมนูด้านล่างซ้าย เพื่อดูพรีวิวหน้าตาธีมตามขนาดจอที่แตกต่างกันได้ด้วย (Responsive)

ในการแก้ไขธีมนั้น เมื่อเราเปลี่ยนแปลงปรับแต่งค่าต่างๆในธีม เราจะเห็นอัพเดทการเปลี่ยนแปลงทันที รวมทั้งเรายังสามารถคลิกที่ลิงก์ในหน้าเว็บ เพื่อไปยังส่วนอื่นๆของเว็บไซต์ได้

หากแก้ไขธีมเสร็จแล้วให้คลิกที่ Publish เพื่อเซฟการแก้ไขและใช้งานธีมจริง

เมนูสำหรับปรับแต่งธีมใน WordPress
เมนูสำหรับปรับแต่งธีมใน WordPress
หากเราคลิกที่ไอคอนรูปเฟืองที่อยู่ข้างๆปุ่ม Publish ด้านซ้ายบน จะมีตัวเลือกการเซฟธีมเพิ่มเติม:
  1. Publish: เซฟธีมแล้วใช้งานจริง
  2. Save Draft: เซฟร่าง (ยังไม่ใช้งานจริง)
  3. Schedule: ให้ธีมเปลี่ยนจากร่าง เป็นใช้งานจริงโดยอัตโนมัติ ตามวันที่-เวลาที่ตั้งไว้
  4. Discard Changes: ยกเลิกการเปลี่ยนแปลงของธีม และกลับไปใช้ค่าก่อนที่จะมีการแก้ไข (ที่เซฟไว้ครั้งล่าสุด)
  5. Share Preview Link: ส่งลิงก์ให้คนที่ไม่ใช่แอดมิน ให้สามารถพรีวิวดูธีมร่างของเราได้ (ใช้กรณีที่เราเซฟแบบ Save Draft หรือ Schedule)
เมนูตัวเลือกสำหรับการเซฟธีม
เมนูตัวเลือกสำหรับการเซฟธีม

วิธีเพิ่มลิงก์หน้าเนื้อหาลงใน Menu

Menu นั้นเป็นเสมือนป้ายบอกทางหลัก ที่จะพาผู้เยี่ยมชมไปยังหน้าต่างๆของเว็บไซต์เรา หน้าตา Menu จะแตกต่างกันไปตามแต่ละธีม แต่พื้นฐานการตั้งค่าจะเหมือนกันหมด

Menu ในหน้าเว็บ WordPress
Primary Menu ในหน้าเว็บ

เราสามารถเข้าสู่หน้าการตั้งค่าเมนูจากลิงก์ Appearance > Menus

การเพิ่มลิงก์ใน Menu:

  1. ☑ เลือกหน้าที่ต้องการเพิ่มจากแถบ Add menu items โดยเราสามารถเพิ่มเนื้อหาจากในหน้า Pages, Posts, Categories หรือสร้างลิงก์เองได้ (Custom Links)
  2. คลิกที่ปุ่ม Add to Menu เพื่อเพิ่มเนื้อหาที่เลือกไว้ลงใน Menu ด้านขวา
  3. ตั้งค่าการแสดงผลของ Menu โดยคลิก-ลาก เพื่อจัดลำดับ Menu หรือตั้งเป็น Menu ย่อย (สังเกตตำแหน่งของกล่องเส้นประเวลาลาก-วาง)
  4. เปลี่ยนชื่อที่แสดงใน Menu ในช่อง Navigation Label หรือลบลิงก์เนื้อหาออกจาก Menu (Delete)
  5. เลือก ☑ Auto add pages เพื่อเพิ่มหน้า Pages ในเมนูโดยอัตโนมัติ รวมถึงเลือกตำแหน่งที่จะแสดงเมนูจากใน Display location ได้ด้วย (Primary menu จะอยู่ส่วนหัวของหน้า ส่วน Footer Menu อยู่ส่วนล่างสุดของหน้า)
  6. คลิกปุ่ม Save Menu เพื่อเซฟการตั้งค่า
การเพิ่มลิงก์เนื้อหาลงใน Menu WordPress
การเพิ่มลิงก์เนื้อหาลงใน Menu
04

การสร้างเนื้อหาใน WordPress ร่วมกับปลั๊กอิน Elementor

สำหรับคู่มือ WordPress ในส่วนนี้ คุณจะเข้าใจวิธีการสร้างเนื้อหาประเภทต่างๆ ในการสร้างเว็บไซต์ WordPress เช่น หน้าโพสท์ หน้าเพจ หน้าหมวดหมู่ เมนู วิดเจ็ต และรูปภาพ รวมถึงการจัดหน้าเนื้อหาให้สวยงามด้วยปลั๊กอิน Elementor Pager Builder

โครงสร้างเนื้อหาในเว็บ WordPress

เราจะมาทำความรู้จักกับเนื้อหาประเภทต่างๆทั้งหมดใน WordPress กันก่อน

  1. Posts (เรื่อง): ส่วนที่เราใช้ในการเขียนบล็อก หรือเนื้อหาต่างๆ ที่ต้องการให้จัดกลุ่มได้ เช่น จัดกลุ่มตามหมวดหมู่ (Category) ป้ายกำกับ (Tag) หรือชื่อผู้เขียนบทความ (Author) 
  2. Pages (หน้า): ใช้ในการเขียนเนื้อหาสำหรับหน้าหนึ่งๆ ที่ไม่ต้องการจัดกลุ่มเนื้อหา เช่น Home Page, Contact Us, About Us เป็นต้น ในส่วนของ Blog/Archives นั้นจะเป็นหน้าพิเศษ ที่ใช้สำหรับแสดงผล Posts โดยเฉพาะ สามารถเรียกดู Posts ตามแต่ละกลุ่มได้
  3. Media (สื่อ): ไฟล์รูปภาพ และวิดิโอ ทั้งหมดที่อัพโหลดลงบนเว็บของเราจะอยู่ในนี้ และถูกเรียกใช้ตาม Posts หรือ Pages ต่างๆบนเว็บไซต์
  4. Widgets (วิดเจ็ต): เป็นส่วนของเนื้อหาย่อยๆที่เราสร้างแยกไว้ เช่น เมนู ลิงก์ ป้ายแบนเนอร์ต่างๆ แล้วสามารถตั้งค่าให้ปรากฎตามหน้าต่างๆได้ 
โครงสร้างเนื้อหาในเว็บ WordPress
โครงสร้างเนื้อหาในเว็บ WordPress

วิธีตั้งค่า Page ใน WordPress

เมื่อเราเข้ามาที่หน้า Page > All Pages จากเมนูหลักทางด้านซ้าย เราจะเข้ามาสู่หน้าที่ใช้สำหรับจัดการ-ตั้งค่า Page ทั้งหมดที่เรามีอยู่บนเว็บไซต์

มีเมนูอะไรบ้าง:

  1. Add New: สำหรับสรา้ง Page ใหม่
  2. แสดง Page ตามประเภท ได้แก่ All: แสดง Page ทั้งหมด, Mine: แสดงเฉพาะ Page ที่เราเป็นคนสร้าง, Published: แสดง Page ที่ถูกเผยแพร่แล้ว และ Trash: แสดง Page ที่ถูกลบอยู่ในถังขยะ
  3. Search Pages: ใช้สำหรับค้นหา Page ตามชื่อ สามารถค้นหาเนื้อหาที่อยู่ใน Page ได้ด้วย
  4. Bulk Actions: ใช้สำหรับจัดการ Page ที่ถูกเลือกไว้พร้อมกันทีเดียว ได้แก่ Edit: แก้ไขการตั้งค่าของ Page และ Move To Trash: ลบ Page ลงถังขยะ
  5. แสดงชื่อของ Page นั้นๆ คลิกที่ชื่อเพื่อแก้ไข Page
  6. แสดงตัวเลือกสำหรับจัดการ Page โดย Edit: แก้ไขเนื้อหา, Quick Edit: แก้ไขการตั้งค่า Page แบบเร็ว, View: ดูหน้า Page และ Edit with Elementor: แก้ไขเนื้อหาเพจโดยใช้ Elementor
เมนูจัดการ Posts ใน WordPresas
เมนูจัดการ Posts ใน WordPresas

นอกจากนั้นยังมีสถานะเกี่ยวกับ Page นั้นๆ เช่น Front Page: คือ Page ที่เราตั้งไว้เป็นหน้าแรกของเว็บ (โฮมเพจ), Elementor: แสดงว่า Page นั้นถูกแก้ไข-จัดหน้าโดยใช้ปลั๊กอิน Elementor 

รายละเอียดอื่นๆที่บอกเกี่ยวกับ Page เช่น ชื่อผู้สร้าง (Author), จำนวนคอมเมนต์ (สามารถคลิกเพื่อดูรายการคอมเมนต์ในหน้านั้นๆได้), สถานะการเผยแพร่ Page และวันที่สร้าง Page

 

การตั้งสถานะการเผยแพร่ Page:

  • Published: คือ Page ถูกเผยแพร่ ผู้เข้าชมเว็บสามารถเข้าดูหน้า Page นั้นๆได้
  • Pending Review: สำหรับให้ผู้เขียนเนื้อหาที่ไม่สามารถเผยแพร่ Page เองได้ (เช่น Contributor) ตั้งค่าเป็น Pending Review เพื่อให้ Administrator ตรวจสอบก่อนเผยแพร่
  • Draft: ตั้ง Page อยู่ในสถานะร่าง เป็นการบอก Administrator หรือ Editor ว่า Page นี้กำลังอยู่ระหว่างจัดทำ

ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะไม่เห็นหน้า Page ที่อยู่ในสถานะ Draft หรือ Pending Review จนกว่า Page จะเปลี่ยนสถานะเป็น Published

 

การตั้งค่า Screen Options สำหรับการแสดงผลในหน้า All Pages:

เราสามารุตั้งค่าแการแสดงผลคอลัมน์ต่างๆ รวมถึงจำนวน Page ที่จะปรากฎในหน้า All Pages นี้ได้ โดยเลือกที่เมนู Screen Options ด้านขวาบน จากนั้นเลือก ☑ หน้าเมนูที่ต้องการให้แสดงผล รวมถึงกำหนดจำนวน Page ที่จะแสดงในหนึ่งหน้าในช่อง Number of items per page จากนั้นคลิก Apply เพื่อเซฟการตั้งค่า

Number of items perpage นั้นเราไม่ควรตั้งไว้สูงจนเกินไป (20-50 กำลังดี) เนื่องจากหากตั้งไว่สูง ฐานข้อมูลจะทำงานหนักขึ้น บางทีจะส่งผลให้เกิด Error ไม่สามารถแสดงผลได้

การตั้งค่า Screen Options การแสดงผลในหน้า All Pages
การตั้งค่า Screen Options การแสดงผลในหน้า All Pages

การตั้งค่าหลายๆ Page พร้อมกัน (Bulk Edit)

หากเราเลือก  ที่อยู่หน้า Page ที่ต้องการตั้งค่า แล้วเลือกที่เมนู Bulk Actions > Edit จากนั้นคลิกที่ Apply เราสามารถตั้งค่า Page ที่ถูกเลือกไว้ได้พร้อมๆกัน เช่น เปลี่ยน Page Parent, เปลี่ยน Template หรือตั้งค่าการเผยแพร่ Page เป็นต้น

เมื่อตั้งค่าเเสร็จให้คลิกที่ Apply เพื่อเซฟการตั้งค่า หรือ Cancel หากต้องการยกเลิก

การตั้งค่า Page พร้อมๆกัน (Bulk Edit)​
การตั้งค่า Page พร้อมๆกัน (Bulk Edit)​

การตั้งค่า Page แบบเร็ว (Quick Edit)

หากเราเลื่อนเมาส์ไปบน Page ที่ต้องการแก้ไข แล้วเลือกเมนู Quick Edit จะสามารถแก้ไขการตั้งค่าของ Page นั้นๆได้เลย โดยที่เรายังอยู่ในหน้าปัจจุบัน

Slug: คือชื่อของ Page ที่จะอยู่ใน URL เช่น ตั้งชื่อ slug เป็น contact ลิงก์มายังหน้านี้จะมี URL คือ www.mydomain.com/contact/

การตั้งชื่อ slug URL ควรตั้งให้สื่อถึงเนื้อหาในหน้านั้นๆ ไม่ตั้งยาวจนเกินไป (ตัวอักษรใน URL รวมกันไม่ควรเกิน 80 ตัวอักษร) และไม่ควรเปลี่ยน slug บ่อยๆ เพราะจะมีผลต่ออันดับการแสดงผลของหน้าในๆใน SEO ด้วย

สำหรับหน้า Page ที่เผยแพร่แล้ว แต่ต้องการจำกัดการเข้าถึง สามารถตั้งรหัสผ่านในช่อง Password ให้ผู้เยี่ยมชมใส่รหัสผ่านก่อนที่จะเข้าดูหน้านั้นๆได้

หากเลือก Private  (อยู่ถัดจากกล่อง Password) หน้านั้นจะสามารถเข้าดูได้เฉพาะผู้ที่เป็น Administrator และ Editor เท่านั้น

การตั้งค่า Page แบบ Quick Edit
การตั้งค่า Page แบบ Quick Edit

การตั้งค่าใน Page Settings

หากเราคลิกที่ชื่อ Page เราจะเข้ามาในส่วน Edit Page ด้านขวามือจะมีเมนูสำหรับการตั้งค่า Page (บางส่วนสามารถตั้งค่าผ่าน Quick Edit ได้)

สามารถคลิกที่รูปเฟือง เพื่อแสดง / ซ่อน หน้าต่างตั้งค่า Page Settings

ตัวเลือกสำหรับแสดง หรือ ซ่อน Page Settings
ตัวเลือกสำหรับแสดง หรือ ซ่อน Page Settings

Page Settings มีเมนูอะไรบ้าง:

  1. Status & Visibility: สำหรับตั้งสถานะการเผยแพร่ Page โดยเลือกได้ 3 แบบ คือ: Public: ให้คนทั่วไปดู Page นี้ได้, Private: เฉพาะ Administrator และ Editor ที่ดู Page นี้ได้ และ Password Protected: ตั้งรหัสผ่านสำหรับดู Page
  2. Revision: ดูประวัติการแก้ไข Page และย้อนกลับไปยังการแก้ไข Page เวอร์ชันเก่าๆได้
  3. Permalink: สำหรับตั้งค่า URL Slug ของ Page
  4. Featured Image: ตั้งรูปประจำ Page แล้วแต่ตัวเลือกของธีมว่ารูปนี้จะปรากฎอยู่ส่วนไหนของ Page (ส่วนใหญ่จะอยู่ด้านบนสุดของหน้า)
  5. Discussion: ตั้งว่าจะให้ผู้เยี่ยมชมสามารถคอมเมนต์บนหน้า Page นั้นๆได้หรือไม่
  6. Page Attributes: สำหรับเลือกโครงสร้างของธีม (Template) และตั้งค่าการจัดกลุ่มของ Page (Parenting)
  7. ตัวเลือกเสริมอื่นๆของ ปลั๊กอิน และ ธีม ที่ใช้ตั้งค่าสำหรับหน้า Page นั้น
เมนูสำหรับตั้งค่า Page
เมนูสำหรับตั้งค่า Page

วิธีสร้าง Page ใน WordPress

หากเราอยู่ในหน้า All Pages ราสามารถสร้างหน้า Page ใหม่ได้จากปุ่ม Add New ที่อยู่ด้านบนซ้าย หรือสามารถเข้าจากลิงก์ Pages > Add New ที่อยู่ในเมนูด้านซ้าย

การสร้างหน้า Page ใหม่ใน WordPress
การสร้างหน้า Page ใหม่จากเมนู

ขั้นตอนสร้าง Page ใหม่:

  1. ใส่ชื่อ Page ที่ต้องการใน Add Title (สามารถตั้งเป็นภาษาไทยได้)
  2. เซฟ Page โดยเลือกว่าจะเซฟเป็นร่าง (Save Draft) หรือเผยแพร่ Page นี้เลย (Publish)
  3. เมื่อเซฟแล้ว จะมีเมนูให้เราตั้งชื่อใน URL Slug ของ Page สามารถดู URL แบบเต็มของหน้าที่เรากำลังสร้างได้ในบรรทัด View Page ที่อยู่ถัดลงมา
  4. คลิกที่ปุ่ม Edit with Elementor เพื่อสลับไปใช้ Elementor ในการจัดหน้าแทนตัวจัดหน้าของ WordPress
ขั้นตอนสร้าง Page ใหม่ใน WordPress
ขั้นตอนสร้าง Page ใหม่

เมื่อคลิกที่ปุ่ม Edit with Elementor เราจะเข้ามาในส่วนของ Elementor Page Builder

การจัดรูปแบบหน้า และเนื้อหาด้วย Elementor เราสามารถใส่เนื้อหาได้เฉพาะในส่วนของ ฺBody เท่านั้น โดยเลือกประเภทเนื้อหา เช่น ปุ่ม รูปภาพ หัวข้อ กล่องข้อความ จากเมนูด้านซ้าย

ส่วนอื่นๆเช่น Header, Footer, Menu จะต้องต้องปรับแต่งจากในเมนูของธีมต่างหาก ตามวิธีปรับแต่งธีมในส่วนที่ 4 ที่กล่าวไว้แล้ว

แล้ว Elementor สามารถปรับแต่งธีมได้มั้ย?

คำตอบคือ ได้ แต่เราจะต้องใช้ Elementor Pro ซึ่งจะมีฟังก์ชันให้เราสามารถสร้างธีมใช้ได้เอง

การจัดหน้าใน WordPress โดยใช้ Elementor
การจัดหน้าโดยใช้ Elementor
ขั้นตอนการเซฟหน้า Elementor และกลับไปยัง WordPress:
  1. หากต้องการเซฟร่างระหว่างที่เรากำลังจัดหน้า คลิกที่ลูกศร ▴ ด้านซ้ายล่าง เพื่อเปิดเมนูย่อย จากทั้นคลิกที่เมนู Save Draft
  2. หากต้องการเซฟหน้าเพื่อเผยแพร่ สามารถคลิกที่ปุ่ม Publish (กรณียังอยู่ในสถานะร่าง) หรือ Update (กรณีอยู่ในสถานะเผยแพร่แล้ว)
  3. คลิกที่ปุ่ม ☰ ด้านซ้ายบนเพื่อเปิดเมนูย่อย จากนั้นคลิกที่เมนู Exit to Dashboard เพื่อกลับไปยังหน้า WordPress (อย่าลืมเซฟก่อนออกด้วย)
ขั้นตอนการเซฟหน้า Elementor และกลับไปยัง WordPress
ขั้นตอนการเซฟหน้า Elementor และกลับไปยัง WordPress

วิธีจัดกลุ่ม Page (Page Parenting)

โครงสร้าง Page ในเว็บ WordPress นั้นสามารถมี Page ลูกได้ใช้สำหรับกรณีที่เราต้องการจัดหมวดหมู่หน้าย่อยต่างๆ

การสร้าง Page ลูกนั้น ให้เข้ามาในหน้า Edit Page ของ Page ที่เราต้องการตั้งค่าให้เป็น Page ลูก (หรือตั้งค่าในเมนู Quick Edit ก็ได้) ในส่วนของหัวข้อ Page Attribute ที่เมนูด้านขวา เลือก Parent Page ที่เราต้องการตั้งให้เป็น Page แม่ (ต้องเป็น Page ที่อยู่ในสถานะ Plublised)

หลังจากที่เรากด Update ในช่อง URL Slug จะเห็นว่า Page ลูก (Contact Sub Page 1) จะอยู่ใน URL ย่อยของหน้า Page แม่ (Contact) อีกทีหนึ่ง

กรณีเรามี Page ลูกหลายหน้า การตั้ง Page Order จะเป็นการตั้งลำดับ Page ที่ปรากฎในหน้า All Pages

วิธีสร้าง Page ลูกใน WordPress
วิธีสร้าง Page ลูก
วิธีสร้าง Page ลูกใน WordPress
หน้าที่เราตั้งให้เป็น Page ลูก เราจะเห็นเครื่องหมาย -- นำหน้าชื่อ และจะอยู่ใต้ Page แม่เสมอ

วิธีตั้งค่า Posts ใน WordPress

เราสามารถสร้างเนื้อหาต่างๆในโพสท์ (Post) ได้เหมือนกับใน Pages ทุกประการ แต่ Posts นั้นมักจะมีการเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆอยู่เสมอ เช่น บล็อก หรือหัวข้อข่าวต่างๆ

การตั้งค่า Posts ใน WordPress ให้เราเข้ามาที่เมนู Posts > All Posts ซึ่งการตั้งค่าเมนูต่างๆจะเหมือนกับเมนูในหน้า All Pages 

ส่วนที่แตกต่างจากหน้า Page คือในหนึ่ง Post สามารถจัดหมวดหมู่ได้หลากหลายกว่า ได้แก่ Category, Tag, Author และ Published Date

ในหน้า All Posts เราจะเห็นจะมีคอลัมน์ที่เพิ่มจาก Pages คือการแบ่งหมวดหมู่ Category และ Tag

การแบ่งหมวดหมู่ Posts
การแบ่งหมวดหมู่ Posts

การตั้งค่าใน Post Settings

การตั้งค่าใน Post Setting นั้นเกือบทั้งหมดจะเหมือนกับการตั้งค่าใน Page Setting ในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะส่วนที่แตกต่างกัน

เมนูใน Post Setting (เฉพาะส่วนที่ต่างจาก Page Settings):

  1. Status & Visibility: มีตัวเลือกเพิ่มเติมคือ Post Formats: ใช้เลือกรูปแบบของ Post (ขึ้นอยู่กับธีมที่ใช้) และ Stick to the top of the blog: สำหรับปักหมุดให้ Post นี้แสดงอยู่ด้านบนสุดเสมอ เวลาแสดงผล Post ในหน้าต่างๆ
  2. Categories: สำหรับจัดหมวดหมู่ Post (เลือกได้หลายหมวดหมู่) สามารถคลิกที่ Add New Category เพื่อเพิ่มหมวดหมู่ที่ต้องการ
  3. Tags: สำหรับติดป้ายกำกับให้ Post โดยใส่คำที่ต้องการ
  4. Excerpt: สำหรับใส่บทคัดย่อของ Post ด้วยตนเอง หากเราเว้นส่วนนี้ไว้ WordPress จะดึงย่อหน้าแรกๆใน Post มาเป็นบทคัดย่อให้โดยอัตโนมัติ ใช้สำหรับเวลาแสดงผล Post ในหน้า Blog/Archive
  5. Allow Pingbakcs and Trackbacks: ใช้สำหรับแจ้งเว็บปลายทางให้ทราบว่าเนื้อหาใน Post ของเรามีลิงก์ไปหา เว็บปลายทางสามารถที่จะลิงก์กลับมายังเว็บของเราจากในคอมเมนต์ได้ (เว็บปลายทางต้องเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้ไว้เหมือนกัน)
ตัวเลือกการตั้งค่า Post Settings
ตัวเลือกการตั้งค่า Post Settings

วิธีสร้าง Post ใน WordPress

การสร้าง Post ใหม่ใน WordPress นั้นเราสามารถสร้างได้จากปุ่ม Add New ที่มุมซ้ายบนในหน้า All Posts หรือเลือกลิงก์จากเมนู Posts > Add New

วิธีสรา้ง Post ใหม่ใน WordPress
วิธีสรา้ง Post ใหม่ใน WordPress

ขั้นตอนสร้าง Post ใหม่ นั้นจะเหมือนกับการสร้าง Page:

  1. ใส่ชื่อ Post ที่ต้องการใน Add Title (สามารถตั้งเป็นภาษาไทยได้)
  2. เซฟ Post โดยเลือกว่าจะเซฟเป็นร่าง (Save Draft) หรือเผยแพร่เลย (Publish)
  3. เมื่อเซฟแล้ว จะมีเมนูให้เราตั้งชื่อใน URL Slug ของ Post สามารถดู URL แบบเต็มของหน้าที่เรากำลังสร้างได้ในบรรทัด View Page ที่อยู่ถัดลงมา
  4. คลิกที่ปุ่ม Edit with Elementor เพื่อสลับไปใช้ Elementor ในการจัดหน้าแทนตัวจัดหน้าของ WordPress
ขั้นตอนสร้าง Post ใหม่ใน WordPress
ขั้นตอนสร้าง Post ใหม่

วิธีจัดหมวดหมู่ Posts ด้วย Category

เราสามารถสร้าง Category เพื่อแบ่ง Post ตามหมวดหมู่ต่างๆ โดยหนึ่ง Post สามารถถูกจัดลงในหลาย Category ได้ จากนั้นเราสามารถตั้ง Blog/Archive ให้แสดงผล Posts ตามแต่ละ Category ที่เราเลือกไว้

ขั้นตอนสร้าง Category:

  1. ไปที่ลิงก์ Posts > Categories จากเมนูด้านซ้ายมือ (หรือจากเมนู Add New Category ที่อยู่ใน Post Settings ก็ได้)
  2. ตั้งชื่อหมวดหมู่
  3. ตั้ง URL Slug สำหรับหมวดหมู่
  4. เลือก Parent Category สำหรับตั้งหมวดหมู่ย่อย ถ้าต้องการให้เป็นหมวดหมู่หลักเลือก None
  5. ใส่รายละเอียดของหมวดหมู่สำหรับแสดงผล SEO
  6. คลิกที่ปุ่ม Add New Category เพื่อเพิ่มหมวดหมู่
การสร้างหมวดหมู่ (Post Category) ใน WordPress
การสร้างหมวดหมู่ (Post Category)

การแก้ไขหมวดหมู่ที่ถูกสร้างไว้แล้ว สามารถใช้เมนูทางกล่องด้านขวามือ ซึ่งจะเป็นรายการ Category ที่มีอยู่โดยวิธีการเหมือนกับการแก้ไข Posts และ Pages

วิธีจัดหมวดหมู่ Posts ด้วย Tag

นอกจาก Category แล้วเรายังสามารถติด Tag หรือป้ายกำกับให้กับ Posts ต่างๆได้ด้วย

ขั้นตอนสร้าง Tag:

  1. ไปที่ลิงก์ Posts > Tags จากเมนูด้านซ้ายมือ (หรือพิมพ์ชื่อ Tag ที่ต้องการจากในหน้า Post Settings เลยก็ได้)
  2. ตั้งชื่อ Tag
  3. ตั้ง URL Slug ของ Tag
  4. ใส่รายละเอียดของ Tag
  5. คลิกที่ปุ่ม Add New Tag เพื่อสร้าง Tag ใหม่
การสร้างป้ายกำกับ (Posts Tag) ใน WordPress
การสร้างป้ายกำกับ (Posts Tag)

แล้วใช้ Category หรือ Tag ดี?

คุณควรใช้ Category ในการจัดหมวดหมู่เป็นหลัก ส่วน Tag นั้นใช้เป็นหมวดหมู่เสริมต่อจาก Category อีกทีจะสะดวกกว่า

เหตุผลหนึ่งคือในเมนู Post Settings นั้นเราจะเลือก Category จาก Checkbox แต่ Tag เราสามารถพิมพ์ในช่องข้อความได้เลย ซึ่งหากเราพิมพ์ผิด หรือพิมพ์คำแตกต่างจาก Tag เดิมที่มี WordPress จะสร้าง Tag ใหม่ให้ทุกครั้ง

นอกจากนั้นการเพิ่มลิงก์ใน Menu จะเพิ่มได้เฉพาะ Category ไม่สามารถเพิ่ม Tag ได้

วิธีจัดการไฟล์ต่างๆใน Media Library

เราสามารถอัพโหลดไฟล์ต่างๆ เช่น ไฟล์รูป ไฟล์วิดิโอ ไฟล์เสียง หรือแม้กระทั่งไฟล์เอกสารต่างๆ ลงบนเว็บของเราเพื่อใช้สำหรับสร้างเนื้อหาต่างๆ

หน้าการจัดการไฟล์นั้นอยู่ในลิงก์ Media > Library ที่เมนูด้านซ้ายมือ

การตั้งค่าต่างๆในหน้า Media Library:

  1. เลือกรูปตามประเภทไฟล์ หรือตามวันที่
  2. ค้นหารูปตามชื่อรูป หรือชื่อไฟล์
  3. เราสามารถเลือกมุมมองการแสดงรูปได้สองแบบคือแบบเป็นแถว (มีรายละเอียดเยอะกว่า) และแบบเป็นตาราง (ตามรูปด้านล่าง)
  4. บอกว่ารูปนี้ถูกอัพโหลดจาก Post หรือ Page ไหน (เวลาเราอัพโหลดรูปจากในหน้า Post หรือ Page ผ่าน Elementor Editor) หากขึ้นเป็น Unattached คือรูปที่อัพโหลดผ่าน Media Library โดยตรง
  5. เมนูที่ใช้ในการแก้ไข (Edit), ลบ (Delete Permanently) และดูรูป (View) การลบรูปนั้นเมื่อลบแล้วจะหายไปจากเว็บเราเลย ไม่เหมือนการลบ Post หรือ Page ที่ลบลงถังขยะ แล้วสามารถกู้คืนได้
การจัดการไฟล์ใน Media Library
การจัดการไฟล์ใน Media Library
การเปลี่ยนมุมมองการแสดงไฟล์ใน Media Library
การเปลี่ยนมุมมองการแสดงไฟล์ใน Media Library

วิธีตั้งค่ารูปใน Media Library

ใน Media Library นั้นเราสามารถตั้งค่ารูปได้ โดยคลิกที่รูป หรือที่เมนู Edit:

  1. ตั้งชื่อรูป (Title)
  2. Permalink: URL สำหรับดูรูปบนหน้าเว็บ (แสดงผลตามธีมที่ใช้)
  3. รายละเอียดต่างๆของไฟล์ เช่น URL ของไฟล์ ชื่อไฟล์ ขนาดไฟล์ เป็นต้น
  4. Edit Image: เข้าสู่หน้าแก้ไขรูป เช่น ย่อขนาด หมุน หรือตัดรูป
  5. Alternative Text: ใช้ใส่คำอธิบายรูป เวลาเสิร์ชเอนจินค้นหารูปจากเว็บเรา (มีผลต่อ SEO)
  6. Caption: คำอธิบายใต้รูป (เหมือนที่ใช้ในตัวอย่างนี้)
  7. Description: คำอธิบานรูปแบบละเอียด (มีหรือไม่มีก็ได้)
  8. Delete Permanently: ลบรูปทิ้ง (ลบแล้วหายไปเลย ไม่มีลงถังขยะให้กู้คืนได้)
  9. Update: เซฟการตั้งค่า
การแก้ไข ตั้งค่าไฟล์รูปใน WordPress
การแก้ไข ตั้งค่าไฟล์รูป

วิธีแก้ไขรูปใน Media Library

หากเราคลิกที่ปุ่ม Edit Image จากในหน้าการตั้งค่ารูป เราจะเข้าสู่หน้าแก้ไขรูป โดยมีตัวเลือกดังนี้:

  1. ตัวเลือกการแก้ไขรูป โดยเราสามารถตัดบางส่วนของรูป (Crop) หรือหมุนรูปได้ (Rotate / Flip) *การ Crop รูป: ให้คลิกที่ปุ่ม Crop จากนั้นปรับขนาดกล่องเส้นประเพื่อกำหนดบริเวณที่จะตัดรูป จากนั้นให้คลิกปุ่ม Crop อีกที แล้วค่อยคลิกปุ่ม Save
  2. Scale Image: ย่อขนาดรูปโดยใส่ขนากกว้าง x ยาว (เป็น pixel) ที่ต้องการแล้วคลิกปุ่ม Scale
  3. Image Crop: กำหนดอัตราส่วน (Aspect Ratio เช่น 1:1 หรือ 16:9) หรือขนาด (Selection ขนาดเป็น pixel) ของกล่องเส้นประเวลา Crop รูป
  4. เลือกว่าการแก้ไขรูปจะให้มีผลกับรูปย่อ (Thumbnail) ด้วยหรือไม่ ถ้าเลือก All image sizes คือจะมีผลทั้ง รูป + รูปย่อ, ถ้าเลือก Thumbnail คือมีผลกับรูปย่ออย่างเดียว ส่วน All sizes except thumbnail คือมีผลกับรูปอย่างเดียว (ไม่มีผลต่อรูปย่อ)
  5. คลิก Save เพื่อเซฟการแก้ไขรูป หรือ Cancel เพื่อยกเลิกการแก้ไข
  6. Restore Image: กู้คืนรูปต้นฉบับก่อนการแก้ไขใดๆ
วิธีแก้ไขขนาดรูปใน WordPress
วิธีแก้ไขขนาดรูป

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการแก้ไขรูปใน WordPress

เมื่อเราเซฟการแก้ไขรูป WordPress จะสร้างรูปใหม่ขึ้นมา โดยยังสำรองรูปต้นฉบับไว้ อย่างไรก็ตามไฟล์ชื่อของรูปใหม่นั้นจะตามด้วยรหัสตัวเลข เช่น รูปต้นฉบับมีชื่อไฟล์ coffee.jpg รูปที่ถูกแก้ไขจะมีชื่อไฟล์เป็น coffee-e1575802806696.jpg แทน ซึ่งถือว่าไม่เป็นผลดีต่อ SEO ซักเท่าไหร่ (ควรหลีกเลี่ยงตั้งชื่อไฟล์รูปด้วยตัวเลขเยอะๆ)

ดังนั้นข้อแนะนำคือหากเราต้องการแก้ไขรูปที่สำคัญๆ ควรทำจากโปรแกรมข้องนอก แล้วค่อนอัพโหลดลง WordPress จะดีกว่า

วิธีอัพโหลดไฟล์ลง Media Library

เราสามารถอัพโหลดไฟล์ต่างๆลงใน Media Library ได้สองทาง

วิธีแรกคือการอัพโหลดใน Media Library โดยตรง โดยคลิกที่ลิงก์ Media > Add New จากเมนูด้านซ้าย แล้วจากไฟล์จากในวินโดว์ลงในกรอบเส้นประ (หรือคลิกที่ Select Files เพื่อเลือกไฟล์จากในโฟลเดอร์คอมเราก็ได้)

เราสามารถดูขนาดไฟล์ที่อัพโหลดได้สูงสุดต่อหนึ่งครั้งในช่อง Maximum upload file size โดยขนาดไฟล์สูงสุดจะถูกกำหนดจากการตั้งค่า PHP ของเซิร์ฟเวอร์ที่เราใช้โฮสติ้งอยู่

วิธีอัพโหลดไฟล์ลง Media Library โดยตรง
วิธีอัพโหลดไฟล์ลง Media Library โดยตรง

วิธีที่สองคือ อัพโหลดไฟล์จากใน Posts หรือ Pages โดยใช้ Elementor

มีขั้นตอนดังนี้ (ขณะอยู่ในหน้า Edit Post หรือ Page):

  1. เลือก Image บล็อกจากเมนูด้านซ้ายใน Elementor
  2. ลาก Image บล็อกมาวางยังบรเวณที่ต้องการใส่รูป (จุดที่วางจะขึ้นเส้นสีฟ้า)
การอัพโหลดรูปโดยใช้ Elementor

3 คลิกที่รูปในเมนูด้านซ้ายมือเพื่อเปิดหน้า Media Library

การอัพโหลดรูปโดยใช้ Elementor

4 ลากรูปที่ต้องการจากในคอมมาวางบนหน้า Media Librar

การอัพโหลดรูปโดยใช้ Elementor

5 หลังไฟล์อัพโหลดเสร็จ เลือกรูปที่ต้องการ

6 คลิกปุ่ม Insert Media เพื่อใส่รูป

การอัพโหลดรูปโดยใช้ Elementor
การอัพโหลดรูปโดยใช้ Elementor
05

การตั้งค่า Users ใน WordPress

มาถึงส่วนที่ห้าของการสอน WordPress คุณจะรู้จักวิธีการตั้งค่า Users แบบต่างๆ หากการสร้างเว็บไซต์ WordPress ของคุณมีผู้ใช้งานร่วมกันหลายคน บทความนี้จะสอนให้คุณเข้าใจถึงบทบาท (Users Role) และการเข้าถึงเนื้อหา (Permission) ของผู้ใช้งานแแต่ละประเภทได้ดียิ่งขึ้น

วิธีตั้งค่า Users

เราสามารถดูรายชื่อผู้ใช้งาน (Users) ทั้งหมดได้จากลิงก์ Users > All Users ในเมนูด้านซ้ายมือ

ในหน้านี้จะมีรายชื่อ Users และรายละเอียดของ User แต่ละคน คือ Username: คือชื่อที่ใช้ในการล็อกอิน, Name: ชื่อเต็ม ใช้ในการแสดงผลในหน้าเว็บ, อีเมล์, Permission: บทบาทที่ User คนนั้นมี และ จำนวน Post ที่ User คนนั้นสร้างไว้

หากเลื่อนเมาส์ไปที่ Users แต่ละคนจะมีเมนูจัดการ Users ให้เราเลือก โดยเราสามารถตั้งค่า (Edit), ลบ (Delete) หรือ ดูโปรไฟล์ของ Users คนนั้นๆบนหน้าเว็บไซตฺของเรา (View)

การตั้งค่า Users ใน WordPress
การตั้งค่า Users

หากเราคลิกที่ Username หรือที่ Edit ในเมนูจัดการ User เราจะเข้าสู่หน้าที่ใช้ตั้งค่าต่างๆของ User นั้นๆ

หากต้องการแก้ไขการตั้งค่า User ของตัวเอง ให้ไปที่ลิงก์ Users > Your Profile จากเมนูด้านซ้ายมือ

ตัวเลือกการตั้งค่า Users:

  1. Visual Editor: ปิดการใช้งาน Visual Editor โดยเขียนเนื้อหาแบบ HTML แทน
  2. Admin Color Scheme: เปลี่ยนสีเมนูต่างๆในหน้า Admin Panel
  3. Keyboard Shortcuts: เปิดใช้งานคีย์ลัดต่างๆสำหรับการจัดการเนื้อหาในคอมเมนต์
  4. Toolbar: แสดง Toolbar ด้านบนเวลาเราอยู่ในหน้าเว็บ (สำหรับ User ที่ Login อยู่)
  5. Language: ตั้งภาษาที่แสดงใน Admin Panel
  6. Role: เปลี่ยนบทบาทการใช้งาน การเข้าถึงการตั้งค่าเนื้อหาต่างๆใน Admin Panel
  7. ตั้งค่า และเลือกวิธีการเสดงผลชื่อของ User บนหน้าเว็บ (Display name publicly as) เช่น แสดงด้วยชื่อเต็ม, ชื่อ Nickname หรือ Username เป็นต้น
  8. ตั้งค่าอีเมล์ และเว็บไซต์ของ User เพื่อใช้แสดงในโปรไฟล์ของ User ที่อยู่บนหน้าเว็บ
  9. ประวัติย่อของ User สำหรับแสดงในโปรไฟล์ของ User ที่อยู่บนหน้าเว็บ
  10. เปลี่ยนรูปประจำตัว (Gravatar) ของ User (ต้องเปลี่ยนในเว็บ Gravatar)
  11. ตั้งรหัสผ่านใหม่
  12. ลงชื่อออกจาก WordPress Admin Panel สำหรับเครื่องอื่นๆที่เคยล็อกอินทิ้งไว้ทั้งหมด (ยกเว้นเครื่องที่กำลังใช้งานอยู่)
การตั้งค่า Users ใน WordPress
การตั้งค่า Users ใน WordPress
การตั้งค่า Users
Admin Toolbar สำหรับ User ที่ล็อกอิน
Admin Toolbar สำหรับ User ที่ล็อกอิน
การใช้ Text Editor (HTML) แทน Visual Editor
การใช้ Text Editor (HTML) แทน Visual Editor

บทบาทของ Users Role แบบต่างๆ

Administrator (ผู้ควบคุม): บทบาทแอดมิน สามารถใช้งานเมนู และการตั้งค่าทุกอย่างใน Admin Panel ได้อย่างอิสระทั้งหมด ทั้งการตั้งค่า WordPress การแก้ไขธีม ติดตั้งปลั๊กอิน เพิ่ม-ลบ เนื้อหา หรือผู้ใช้งาน

Editor (ผู้ตรวจทาน): สามารถเข้าถึงการตั้งค่าด้านเนื้อหาต่างๆ ทั้งใน Pages และ Posts ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง ลบ แก้ไข เนื้อหาของผู้เขียนคนอื่นๆ แก้ไขการจัดกลุ่มเนื้อหาต่างๆ (Category, Tag) แต่ไมีมีสิทธิ์แก้ไขธีม ปลั๊กอิน และการตั้งค่าอื่นๆ

Author (ผู้เขียน): สามารถ สร้าง แก้ไข ลบ และเผยแพร่เนื้อหาใน Posts ของตัวเองเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เข้าดูหน้าที่ตั้งเป็น Private

Contributor (ผู้มีส่วนร่วม): สามารถ สร้าง แก้ไข ลบ เนื้อหาใน Posts ของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถอัพโหลดรูป และไม่สามารถเผยแพร่ Posts ของตัวเองได้ ต่องผ่าน Editor หรือ Administrator เท่านั้น

Subscriber (สมาชิกรับข่าว): สามารถโพสท์ความเห็นได้อย่างเดียว

Customer (ลูกค้า): ใช้กับปลั๊กอินร้านค้าออนไลน์ WooCommerce สำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกเพื่อซื้อสินค้า สามารถใช้งานระบบตะกร้าสินค้าของตัวเองได้

Shop Manager (ผู้จัดการร้านค้า): ใช้กับปลั๊กอินร้านค้าออนไลน์ WooCommerce สามารถเข้าถึงเมนูการตั้งค่าต่างๆของ WooCommerce และสามารถเพิ่ม ลบ แก้ไขหน้าสินค้าต่างๆ รวมถึงมีบทบาทเทียบเท่า Editor ในการจัดการ-เข้าถึงเนื้อหาใน WordPress

นอกจากนี้ หากเราติดตั้ง WordPress แบบ Multisite จะมีบทบาทเพิ่มเข้ามาคือ Super Admin

สำหรับ WordPress Multisite บทบาทในการติดตั้ง แก้ไข อัพเดท ปลั๊กอิน ธีม และผู้ใช้งาน จะถูกโอนจาก Administrator ไปยัง Super Admin แทน

ดู Users Role แบบละเอียดได้จากเว็บ WordPress.org

วิธีสร้าง User ใหม่

หากต้องการสร้าง User ใหม่ ให้ไปที่ลิงก์ Users > Add New จากเมนูด้านซ้าย จากนั้นใส่รายละเอียดต่างๆของ Users ได้แก่ Username, อีเมล์ ชื่อเต็ม รหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งาน Admin Panel และเลือกบทบาทของ User

Send user notification: ส่งอีเมล์รายละเอียดเกี่ยวกับการล็อกอินเข้า WordPress Admin ไปยัง User ตามอีเมล์ที่ระบุไว้ รวมถึงจะมีลิงก์ให้ User ตั้งรหัสผ่านใหม่เอง

การสร้าง User ใหม่ใน WordPress
การสร้าง User ใหม่
06

การตั้งค่า Settings ใน WordPress

คู่มือ WordPress ส่วนที่หก จะอธิบายการตั้งค่า Settings ต่างๆใน WordPress ซึ่งเป็นการตั้งค่าสำหรับเว็บ WordPress ทั้งเว็บ (Global Settings)

การตั้งค่าทั่วไปใน General Settings

ในเมนู Settings > General เราสามารถตั้งค่าได้ ดังนี้:

  1. ตั้งชื่อเว็บไซต์ของเราใน Site Title และตั้งคำอธิบายสั้นๆใน Tagline (สามารถตั้งค่าจากในธีมได้)
  2. WordPress Address: ใส่ URL ของที่เราติดตั้งโฟลเดอร์ WordPress ไว้ เช่น ถ้าเราติดตั้งไว้ในโฟลเดอร์ blog ก็ใส่ https://www.mysite.com/blog/ แต่ถ้าเราติดตั้ง WordPress ใน Root Folder ก็ใส่แค่ https://www.mysite.com/
  3. Site Address: ใส่ URL ของเว็บไซต์เรา
  4. Admin Email Address: กำหนดอีเมล์ของแอดมิน สำหรับเวลา WordPress ส่งข้อความแจ้งเตือนต่างๆ
  5. Membership: เปิดให้ผู้เยี่ยมชมสามารถสมัครสมาชิกได้ เมื่อสมัครแล้วก็จะเป็นหนึ่งใน Users
  6. New User Default Role: ตั้งค่าว่าจะให้ผู้ที่สมัครสามาชิกมีบทบาทอะไร ส่วนใหญ่จะตั้งเป็น Subscriber ใช้เวลาเราต้องการให้ผู้เยี่ยมชมสมัครสมาชิกก่อนถึงจะโพสท์คอมเมนต์ได้
  7. Site Language: เปลี่ยนภาษาใน WordPress Admin Panel (User แต่ละคนสามารถเปลี่ยนภาษาใน Admin Panel ของตัวเองได้ต่างหากจาก User Settings)

ส่วนที่เหลือจะเป็นการตั้งค่าเวลา เช่น Timezone (ของไทยใช้ UTC +7) และรูปแบบการแสดงผลเวลา วันที่ ต่างๆบนหน้าเว็บ

การตั้งค่า General Settings ใน WordPress
การตั้งค่า General Settings

การตั้งค่า Posts ใน Writing Settings

ในเมนู Settings > Writing เราสามารถตั้งค่าเกี่ยวกับ Posts ได้ ดังนี้:

  1. Default Post Category: กำหนดหมวดหมู่ตั้งต้น เวลาเราสร้าง Post ใหม่จะอยู่ในหมวดหมู่นี้เสมอ
  2. Default Post Format: กำหนดรูปแบบ Post ตั้งต้น (แล้วแต่ธีม) เวลาเราสร้าง Post ใหม่
  3. Update Services: ตั้งค่าการแจ้งเสริ์ชเอนจิน หรือเว็บไดเร็คทอรีต่างๆ (Ping) ให้มาอัพเดทเนื้อหาเวลาเรามีการอัพเดท Post เช่น Google Thailand ใช้ Update Service: http://blogsearch.google.co.th/ping/RPC2
การตั้งค่า Writing Settings ใน WordPress
การตั้งค่า Writing Settings

อย่างไรก็ตามการ Ping เสิร์ชเอนจินบ่อยเกินไปอาจไม่เป็นผลดีต่อเว็บของเรานัก (เช่น ถูกแบน) เราสามารถติดตั้งปลั๊กอินอย่าง WordPress Ping Optimizer เพื่อช่วยจำกัดจำนวนครั้งที่จะส่ง Ping ออกไป

นอกจากนี้ เราสามารถแจ้งการอัพเดท Posts กับ Google โดยใช้ URL Inspection Tools ใน Google Search Console แทนก็ได้

การตั้งค่า Blog ใน Reading Settings

ในเมนู Settings > Reading เราสามารถตั้งค่าเกี่ยวกับ Blog ได้ ดังนี้:

  1. Your Homepage Displays: เลือกเนื้อหาที่จะแสดงบนหน้าแรก (Homepage) หาเลือก Your Latest Posts จะแสดง หน้า Post ล่าสุดเป็นหน้าแรก แต่ถ้าเลือก Static Page เราสามารถเลือกว่าจะให้หน้าไหนใน Pages ของเราให้ขึ้นเป็น Homepage และ Posts page ได้
  2. Blog pages show at most: กำหนดจำนวน Posts ที่จะแสดงต่อหนึ่งหน้าใน Blog/Archive ส่วน Syndication feeds สำหรับกำหนดจำนวนแสดงผล Posts ล่าสุดใน RSS Feed
  3. For each post in a feed include: เลือกว่าใน RSS Feed จะแสดงเนื้อหาเต็ม (Full Text) หรือบทคัดย่อ (Excerpt) ของ Posts
  4. Discourage search engine from indexing this site: แจ้งเสิร์ชเอนจินไม่ต้อง Index เว็บของเรา มักใช้ในกรณีเว็บอยู่ระหว่างจัดทำ
การตั้งค่า Reading Settings ใน WordPress
การตั้งค่า Reading Settings

การตั้งค่าคอมเมนต์ใน Discussion Settings

ในเมนู Settings > Discussion จะเป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับการโพสท์คอมเมนต์ ดังนี้:

การตั้งค่าการแสดงความเห็นใน Discussion Settings
การตั้งค่าการแสดงความเห็นใน Discussion Settings
การตั้งค่าการแสดงความเห็นใน Discussion Settings

การตั้งค่าอัพโหลดไฟล์ใน Media Settings

Infographics การตั้งค่า Media Settings ใน WordPress
ดาวน์โหลด PDF Infographics ฉบับอธิบาย Image Settings ใน WordPress

เวลาเราอัพโหลดรูปลงในเว็บไซต์ WordPress จะสร้างรูปขนาดต่างๆเพิ่มขึ้นมาให้อีก 4 ไฟล์ คือ Thumbnail, Medium, Medium-Large และ Large เพื่อความสะดวกให้เราเลือกใช้งานในการจัดหน้า หรือเลือกขนาดรูปตามพื้นที่ของเนื้อหาได้ง่ายๆ

เราสามารถกำหนดขนาดรูป Thumbnail, Medium และ Large จากการตั้งค่าใน Image Sizes ได้ ส่วน Medium-Large นั้นจะกำหนดขนาดความกว้างไว้ที่ 768 pixel เสมอ (ไม่สามารถตั้งค่าได้)

หากเราติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce จะมีขนาดรูปเพิ่มขึ้นมาให้อีก 2 ขนาดคือ 1536×1536 และ 2048×2048

เราสามารถเลือกว่าจะย่อรูป Thumbnail โดยคงอัตราส่วนตามรูปต้นฉบับ หรือเลือก ☑ Crop thumbnail to exact dimension เพื่อ Crop รูปตามขนาดที่ตั้งค่าไว้

นอกจากนั้น เรายังสามารถเลือกการจัดหมวดหมู่โฟลเดอร์ที่เก็บรูปที่เราอัพโหลดไว้ โดยเก็บทุกรูปรวมในโฟลเดอร์ uploads หรือ เลือก ☑ Organize my uploads into month and year เพื่อแบ่งหมวดหมู่ไฟล์ตามโฟลเดอร์ ปี และเดือน ที่อัพโหลด

การตั้งค่า Media Settings ใน WordPress
การตั้งค่า Media Settings

แถมเกร็ดความรู้:

หากเรามีการเปลี่ยนค่า Image Sizes จะมีผลเฉพาะกับรูปที่อัพโหลดใหม่เท่านั้น รูปเก่าๆที่เราเคยอัพโหลดไว้ก่อนหน้านี้จะไม่ถูกเปลี่ยนขนาดตาม

หากเราต้องการให้รูปเก่ามีขนาดตาม Image Sizes ที่ตั้งค่าใหม่ สามารถหาปลั๊กอินที่ใช้สำหรับอัพเดทขนาดรูปใน Medial Library อย่าง Regenerate Thumbnails มาติดตั้งเพื่ออัพเดทขนาดรูปได้

การตั้งค่า URL ใน Permalink Settings

Permalink คืออะไร ?

Permalink หรือ ลิงก์ถาวร คือโครงสร้าง URL ใน WordPress ที่ใช้ลิงก์ไปยังเนื้อหาต่างๆบนเว็บของเรา ไม่ว่าจะเป็น Posts, Pages, Madia, Tag หรือ Category ต่างๆ

ซึ่ง URL Slug ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้าง Permalink URL

เราสามารถกำหนด Permalink ของเว็บเราได้จากเมนู Settings > Permalink จากนั้นเลือก Permalink ที่ต้องการ

ตัวเลือกใน Common Settings แนะนำให้ใช้ Post name เนื่องจากจะทำให้ชื่อ URL ของเราสั้น และอ่านง่ายกว่า รวมถึงยังมีผลต่อ SEO ด้วย

ส่วน Optional นั้นใช้สำหรับหากเราต้องการกำหนดไดเครทอรีตั้งต้นให้กับ URL ของ Category และ Tag เช่น หากเรากำหนด Category Base เป็น shop และเรามี category ชื่อ coffee URL จะเป็น www.mydomain.com/shop/category เป็นต้น

การตั้งค่า Permalink ใน WordPress
การตั้งค่า Permalink

อ่านจบแล้ว ไงต่อ...?

บทความนี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน ?

โหวตเลย! เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงบทความให้มีประโยชน์กับคุณมากที่สุด

คุณคาดหวังอะไรในบทความนี้ หรือมีอะไรที่อยากให้เราเพิ่มเติม?

แชร์ต่อ…

อ่านบทความสอน WordPress ฉบับนี้จบแล้ว ก็อย่าลืมแชร์ความรู้นี้ต่อให้เพื่อนๆที่สนใจการสร้างเว็บไซต์ WordPress ด้วยไงล่ะ คลิกเพื่อแชร์จากลิงก์โซเชียลมีเดียขาประจำด้านล่างได้เลย! (แอดขอขอบคุณที่ช่วยแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆนะ =/\=)

อ่านต่อ…​

หลังจากรู้วิธีใช้งาน WordPress กันไปแล้ว แอดแนะนำให้อ่านบทความต่อไป ที่จะแนะนำปลั๊กอินที่จะทำให้คุณสร้างเว็บด้วย WordPress ได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น

คลิกที่รูปเพื่ออ่านบทความปลั๊กอินแนะนำสำหรับ WordPress กันเลย

หากคุณอยากรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วแค่ไหน ต้องไม่พลาดกับบทความเจาะลึก PageSpeed Score พร้อมวิธีทดสอบ PageSpeed ด้วย GTMetrix และ Google PageSpeed Insights

สงสัยต่อ…​

หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาในคู่มือ WordPress ฉบับนี้ หรือคำถามอื่นๆเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์ WordPress สามารถถามแอดผ่านทางกล่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลย หรือจะติดต่อผ่านช่องทางอื่นๆใน Contact ก็ได้นะ

กล่องคอมเมนต์

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top

สารบัญ

Share
Tweet
Share
Pin