Deprecated: Elementor\Editor is deprecated since version 2.6.0! Use Elementor\Core\Editor\Editor instead. in /home/customer/www/thaiwpcentral.com/public_html/wp-includes/functions.php on line 4963
การสร้างเว็บไซต์ - แนะนำวิธีทำเว็บในปี 2020 สำหรับมือใหม่

หากคุณกำลังสนใจเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง แต่ยังมีคำถามคาใจ อย่างเช่น

โปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูปไหนดี?

เว็บโฮสติ้งคืออะไร?

โดเมนเนมคืออะไร?

บทความนี้จะแนะนำการสร้างเว็บเบื้องต้น ช่วยคุณไขข้อสงสัยต่างๆ ให้คุณรู้เรื่องสำคัญก่อนเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ตั้งแต่การเลือกโปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูป (ทั้งฟรี และไม่ฟรี) วิธีสร้างร้านค้าออนไลน์ การจดโดเมนเนม ไปจนถึงการทำเว็บไซต์ให้คนรู้จัก

คุณจะได้รู้ซักทีว่า โดเมนเนมคืออะไร แถมยังรู้จักวิธีสร้างเว็บอีกตั้ง 6 แบบให้เลือกใช้ตามความถนัด โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ดใดๆมาก่อน คุณก็สามารถสรา้งเว็บสวยๆของตัวเองได้ง่ายๆ

สารบัญ
01

การมีเว็บไซต์สำคัญอย่างไร ?

เว็บไซต์เป็นช่องทางสำคัญอันดับต้นๆ ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของคุณ

ทำไมถึงต้องมีเว็บไซต์?

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม เว็บไซต์เป็นช่องทางให้คนทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งทั่วโลก เข้ามารู้จักแบรนด์ และสินค้า-บริการของคุณ

ในปี 2019 คนกว่า 4.3 พันล้านคน หรือ 43% ของประชากรโลก ใช้งานอินเตอร์เน็ต และจำนวนนี้เพิ่มขึ้น 367 ล้านคนในปีที่ผ่านมา (2018-2019)

แล้วจำนวนคนใช้อินเตอร์เน็ตในไทยล่ะ?

87% ของประชากรไทย หรือคิดเป็นคนไทยกว่า 57 ล้านคน ใช้งานอินเตอร์เน็ต

นี่คือกลุ่มประชากรที่อาจจะมาเป็นลูกค้าของคุณ!

และวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงลูกค้าเหล่านี้ คือ สื่อออนไลน์อย่างเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดีย

สถิติผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในไทย ปี 2019

สถิติผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในไทย ปี 2019 (ที่มา: Hootsuite Thailand Digital 2020)

เข้าถึงลูกค้าด้วยเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียดี?

คำตอบคือ ดีทั้งสอบแบบ

เว็บไซต์จะเป็นเหมือนตัวตนแบรนด์ของคุณบนอินเตอร์เน็ต ที่ซึ่งรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ในขณะที่โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆที่เข้าถึงได้ง่าย

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ การใช้โซเชียลมีเดียดูจะเป็นวิธีการที่ง่าย ถูก และสะดวกที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจของคุณเริ่มโตขึ้น คุณควรมีเว็บไซต์ของตนเองด้วย

การมีเว็บไซต์เองเป็นหลักแหล่ง ย่อมช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ภาพลักษณ์ของธุรกิจได้มากกว่า และยังลดความเสี่ยงจากการตั้งธุรกิจของคุณอยู่บนโซเชียลมีเดียอย่างเดียว ที่ซึ่งคุณอยู่ภายใต้กฎ และการควบคุมของคนอื่น

ลองนึกภาพหากวันหนึ่ง Instagram เปลี่ยวิธีการแสดงโพสต์ ทำให้คนเห็นเพจของคุณน้อยลง หรือ Facebook เพิ่มกฎโพสต์ แต่คุณพลาดไม่ได้ทำตาม แล้วแฟนเพจคุณก็ถูกแบน (แบบถาวรด้วย)

ในขณะที่ คุณสามารถควบคุมเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์ของตัวเองได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ Content Shifu ได้สำรวจความเห็นนักการตลาด กลุ่มผู้ทํา Inbound Marketing ในไทยสำหรับปี 2020 นี้

พบว่า….

Social Media Marketing อย่าง Facebook Ads หรือ Google Ads ได้รับความสนใจลดลง และ Facebook คือช่องทางที่นักการตลาดคิดว่าได้รับความสำคัญมากเกินจริง

ในขณะที่ เว็บไซต์ คือช่องทางที่จะได้รับความสำคัญมากขึ้นในปี 2020 เพื่อรองรับเทรนด์กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆอย่าง CRM และ Marketing Automation

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงควรมีเว็บไซต์

เทรนด์วิธีการตลาดในไทย ปี 2020
เทรนด์การตลาด ปี 2020 (ที่มา: Content Shifu)
02

อยากสร้างเว็บไซต์เริ่มต้นยังไงดี?

ข่าวดีคือ…. คุณไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น ก็สร้างเว็บสวยๆได้

การสร้างเว็บไซต์ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีผู้ให้บริการ-โปรแกรมสร้างเว็บสำเร็จรูปให้เลือกมากมาย แถมมีหลายแห่งที่ให้คุณใช้สร้างเว็บไซต์ฟรีได้ด้วย

มาทำความเข้าใจเว็บไซต์ เว็บโฮสติ้ง และโดเมนเนมกันก่อน….

หากเปรียบเทียบ เว็บไซต์ กับ บ้าน:

บนอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ (Website) เปรียบเสมือนบ้านหนึ่งหลัง ที่เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมในบ้านนั้นได้

หนึ่งเว็บไซต์จะประกอบด้วยหน้าย่อยๆ หลายๆหน้า แต่ละหน้าคือ เว็บเพจ (Webpage) หรือห้องในบ้านแต่ละหลังนั่นเอง

บ้านยังตั้งอยู่บนที่ดิน เว็บไซต์ก็ต้องตั้งอยู่บนเว็บโฮสติ้ง

เว็บโฮสติ้ง (Web hosting) คือผู้ให้บริการเก็บข้อมูลเว็บไซต์ เวลาคุณสร้างเว็บไซต์ ไฟล์ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็น โค้ดของเว็บไซต์ รูปภาพ เนื้อหา จะถูกเก็บอยู่ในเครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง

แล้วโดเมนเนมคืออะไร?

เมื่อเว็บไซต์คือบ้าน โดเมนเนม (Domain name) คือเลขที่บ้านของเว็บไซต์

เวลาที่คนจะเข้าเว็บไซต์ ก็พิมพ์ชื่อโดเมนเนม เช่น mywebsite.com ก็จะเป็นการเชื่อมต่อเข้ากับเว็บโฮสติ้งที่เว็บไซต์นั้นตั้งอยู่ จากนั้นเว็บโฮสติ้งก็จะแสดงหน้าเว็บเพจของเว็บไซต์นั้นๆ

นอกจากโดเมนเนมแล้วยังมี ซับโดเมนเนม (Subdomain Name) ซึ่งเป็นเสมือนโดเมนลูกด้วย เช่น mail.google.com สำหรับให้บริการ gmail ซึ่งแยกจาก google.com ซึ่งให้บริการเสิร์ชเอนจิน แต่ทั้งสองโดเมนก็เป็นของ Google

จะสร้างเว็บไซต์ แล้วจำเป็นต้องจดโดเมนเนมมั้ย ต้องมีโฮสติ้งรึเปล่า?

ก่อนตอบคำถามนี้ เรามาดูวิธีสร้างเว็บไซต์แบบต่างๆกันก่อน

สร้างเว็บสำหรับเขียนบล็อก

หากคุณแค่อยากมีหน้าเว็บสำหรับเขียนบทความ Blog หรือ Microblog การใช้บริการเว็บสำหรับเขียนบล็อกอย่าง Facebook Page หรือ Medium ดูจะสะดวกที่สุด

วิธีนี้คุณไม่จำเป็นต้องมีโดเมนเนม และโฮสติ้งเป็นของตนเอง

เหมือนกับแค่อยากเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร คุณไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเปิดสำนักพิมพ์เองหรอก

ข้อดีของการใช้เว็บเขียนบล็อกสำเร็จรูป

  • ขั้นตอนน้อยที่สุด สมัครเสร็จ ก็เริ่มเขียนบล็อกได้เลย
  • ไม่ต้องปรับแต่ง-ตั้งค่าหน้าตาเว็บไซต์ (บางที่อาจจะมีให้เปลี่ยนสี หรือลายพื้นหลังได้นิดหน่อย)
  • ค่าใช้จ่ายน้อย เว็บเขียนบล็อกส่วนใหญ่ฟรี มีซับโดเมนให้ ไม่จำเป็นต้องจดโดเมนของตนเอง
  • ไม่มีงานหลังบ้าน เช่น ดูแลตั้งค่าเว็บโฮสติ้ง ต่ออายุโดเมนเนม
  • เว็บที่ให้บริการบล็อกสำเร็จรูป มักเป็นแหล่งรวมเนื้อหา-บทความ ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมากอยู่แล้ว ทำให้ผลงานของคุณมีคนเห็นได้เร็วกว่า ไม่ต้องเริ่มโปรโมตบทความจากศูนย์

เว็บเขียนบล็อกฟรี มีที่ไหนบ้าง

นอกจากนี้ ยังมีเว็บที่ให้คุณเผยแพร่งาน Digital Art หรือกราฟฟิกดีไซน์ เช่น

แต่การใช้เว็บเขียนบล็อกสำเร็จรูปก็มีข้อจำกัด เช่น คุณจะปรับแต่งหน้าตา หรือธีมของบล็อกได้เพียงเล็กน้อย (บางที่ก็ปรับแต่งอะไรไม่ได้เลย)

สร้างเว็บไซต์ด้วย Website Builder

โปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูปหรือ Online Website Builder คือบริการที่จะช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ฟรีได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ไม่ต้องหาเว็บโฮสติ้ง หรือติดตั้งโปรแกรมสร้างเว็บไซต์เอง

เพียงแค่เข้าไปสมัครสมาชิกที่เว็บไซต์ของผู้ให้บริการ เลือกรูปแบบเว็บไซต์จากธีม (Theme) สำเร็จรูปที่มีให้ ปรับแต่งรูปแบบหน้าตาเว็บไซต์ ใส่เนื้อหาต่างๆ จากนั้นคุณก็สามารถมีเว็บไซต์ของตัวเองได้เลย

คล้ายกับเว็บสำหรับเขียนบล็อกสำเร็จรูป แต่ Website Builder จะให้คุณปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ได้มากกว่า

ผู้ให้บริการโปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูปที่คนนิยม:

สร้างเว็บฟรี แบบง่ายๆด้วย WordPress.com

ข้อดีของโปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูป

  • มีธีมสำเร็จรูปให้เลือก สามารถสร้างเว็บโดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดใดๆ
  • ไม่ต้องจัดการงานหลังบ้าน เช่น หาเว็บโฮสติ้ง ติดตั้งโปรแกรมสร้างเว็บ ตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ
  • สามารถมีโดเมนเนมของคุณเองได้ (บางที่ฟรี บางที่ต้องเสียเงินเพิ่ม แล้วแต่ผู้ให้บริการ)

แต่การสร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูปก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน

  • การปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ ติดตั้งปลั๊กอินเพื่อเพิ่มลูกเล่น-ฟังก์ชันการใช้งาน และการตั้งค่าต่างๆ จะถูกจำกัดตามที่ผู้ให้บริการกำหนดไว้เท่านั้น
  • เว็บเซิร์ฟเวอร์มักจะเป็นแบบรวม (แชร์กับคนอื่น) ซึ่งก็มักจะมีปัญหาเว็บไซต์ช้า เวลามีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันเยอะๆ

ค่าใช้จ่ายในการสร้างเว็บด้วยโปรแกรมสร้างเว็บสําเร็จรูป มีตั้งแต่ฟรี ไปจนถึงประมาณ 1,500 บาท/เดือน

สร้างเว็บไซต์โดยเช่าเว็บโฮสติ้งและติดตั้งโปรแกรม CMS สำหรับสร้างเว็บเอง

คือการที่คุณสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง โดยการจดโดเมนเนม เช่าเว็บโฮสติ้ง รวมถึงทำการติดตั้งโปรแกรมสำหรับสร้างหน้าเว็บ หรือที่เรียกกันว่า CMS

แล้ว CMS คืออะไร?

Content Management System หรือ CMS คือโปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซต์จัดหน้าเว็บ รวมถึงจัดการเนื้อหา รูปภาพที่อยู่บนเว็บไซต์ โดยคุณจะต้องติดตั้ง และใช้งานโปรแกรม CMS บนเว็บไซต์ของคุณ

สร้างเว็บด้วย CMS แล้วต้องเขียนโค้ดมั้ย?

คำตอบคือไม่จำเป็น….

CMS จะทำหน้าที่เหมือน Website Builder ที่คุณสามารถเลือกธีมสำเร็จรูป ปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ จัดรูปแบบหน้า ใส่เนื้อหา รวมถึงลูกเล่นต่างๆที่จะช่วยคุณสร้างเว็บไซต์ให้น่าสนใจ โดยที่คุณไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ

ข้อดีของการมีโฮสติ้งเอง และสร้างเว็บด้วย CMS

  • มีโดเมนเนมเป็นของคุณเอง ทำให้คนจดจำได้ง่ายกว่าใช้ซับโดเมนฟรีของ Online Website Builder
  • สามารถปรับแต่ง แก้ไข ตั้งค่าทุกอย่างในเว็บไซต์ของคุณได้
    สามารถเลือกใช้โปรแกรม CSM ได้ตามใจชอบ
  • สามารถเลือกประเทศที่ตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้ใกล้กลุ่มลูกค้าหลักได้

แล้วสร้างเว็บด้วย CMS อะไรดี?

CMS ที่นิยมอันดับหนึ่งคือ…

WordPress.org

ประมาณ 34% ของเว็บไซต์ทั้งหมดบนโลก หรือกว่าสามแสนล้านเว็บไซต์นั้นสร้างบนแพลตฟอร์มของ WordPress

แล้ว CMS อื่นๆที่ไม่ใช่ WordPress ล่ะ?

การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress CMS เป็นที่นิยมอันดับหนึ่ง
การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress CMS เป็นที่นิยมอันดับหนึ่ง

แล้ว WordPress ดียังไง?

  • ติดตั้งใช้งานง่าย
  • ไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น ก็สร้างเว็บไซต์สวยๆได้
  • มีธีมให้เลือกเยอะ (ดูธีมของ WordPress)
  • มีความปลอดภัยสูง
  • มีปลั๊กอินมากมาย ให้คุณเลือกใช้เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ เพิ่มลูกเล่นต่างๆ
  • สามารถติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce เพื่อสร้างร้านขายของออนไลน์ได้
  • สามารถติดตั้งปลั๊กอิน Visual Page Builder (หรือ Drag & Drop Builder) เช่น Elementor หรือ Divi เพื่อเพิ่มความสะดวกในการออกแบบ และจัดหน้าเว็บ
WordPress Screen Theme
ธีมใน WordPress ที่ช่วยคุณสร้างเว็บโดยที่คุณไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ

ปลั๊กอินจัดหน้า Elementor Page Builder

ค่าใช้จ่ายในการเช่าโฮสติ้งเอง จะขึ้นอยู่กับประเภทของโฮสติ้งที่คุณเลือก ขนาดพื้นที่เก็บข้อมูล และจำนวนรับ-ส่งข้อมูล ราคามีตั้งแต่เดือนละไม่กี่ร้อยบาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน

การใช้งาน WordPress CMS นั้น คุณไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น แต่จะต้องเรียนรู้เรื่องการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ในเบื้องต้นอยู่บ้าง

หากคุณไม่มีความรู้ด้าน IT มาก่อนไม่ต้องกังวลไป….

คุณมามารถเรียนรู้การสร้างเว็บด้วย WordPress แบบ Step-by-step ง่ายๆ ในบทความนี้:
สอนสร้างเว็บด้วย WordPress สำหรับผู้เริ่มต้น

หากคุณอยากสร้างร้านขายของออนไลน์ อ่านตรงนี้ต่อก่อน……

03

อยากสร้างเว็บขายของออนไลน์เริ่มต้นยังไงดี?

วิธีสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ (Online Store) มีตั้งแต่การฝากขายตามเว็บขายของออนไลน์ใหญ่ๆ ใช้บริการสร้างเว็บขายของออนไลน์สำเร็จรูป หรือเช่าเว็บโฮสติ้งแล้วติดตั้งโปรแกรมระบบร้านค้าเอง

ขายผ่านเว็บไซต์ขายของออนไลน์

หากคุณมีสินค้าที่อยากขายออนไลน์ แต่ไม่ต้องการยุ่งยากจัดการเว็บไซต์ หรือบริหารระบบตะกร้าสินค้าเอง ก็สามารถขายผ่านร้านขายของออนไลน์ใหญ่ๆ (ร้านฝากขาย)

เช่น

  • Amazon
  • eBay
  • Etsy
  • Facebook Shop
  • Lazada
  • Shopee
  • lnwshop

การขายผ่านเว็บขายของออนไลน์ใหญ่ๆ มีข้อดีอะไรบ้าง?

  • ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สมัครเสร็จเอาของเข้าร้านได้เลย
  • ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการหาเว็บโฮสติ้ง
  • ไม่ต้องจัดการงานหลังบ้านของเว็บไซต์
  • เว็บขายของออนไลน์ส่วนใหญ่จะมีบริการสนับสนุนการขาย เช่น บริการรับชำระเงิน บริการเก็บ-จัดส่ง-ติดตาม-คืนสินค้า โดยคุณไม่ต้องหาระบบมาใช้เอง
  • เว็บไซต์ขายของออนไลน์ใหญ่ๆ มีผู้เยี่ยมชมวันละหลายหมื่น (ถึงหลายแสน) คุณไม่ต้องมาสร้าง Traffic ใหม่เอง

อย่าลืมนึกถึงข้อจำกัดด้วยล่ะ

  • คุณไม่สามารถออกแบบหน้าร้าน หรือใช้ลูกเล่นเสริมต่างๆนอกเหนือจากที่ผู้บริการจัดไว้ให้ได้ หน้าตาร้านแต่ละร้านก็จะออกมาคล้ายๆกันหมด
  • การฝากขายส่วนใหญ่ก็จะโดนหักค่าธรรมเนียมตาม % ยอดขาย หรือจ่ายเป็นค่าสมาชิกรายเดือน (บางที่ก็ฟรีนะ)
  • ต้องอยู่ภายใต้กฎ เงื่อนไขของร้านที่ไปฝากขาย
  • เมื่อเทียบกับการที่คุณมีเว็บไซต์ของตัวเองชัดเจน ย่อมส่งผลดีกว่าในเรื่องของภาพลักษณ์สินค้า หรือการสร้างแบรนด์ของสินค้า

สร้างเว็บขายของด้วย Online Store Builder

เว็บไซต์สำหรับสร้างร้านขายของออนไลน์สำเร็จรูป (Online Store Builder) จะช่วยให้คุณสร้างร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด หรือหาโฮสติ้งเอง

เว็บไซต์สร้างร้านขายของออนไลน์ที่นิยมใช้

เว็บสำหรับสร้างร้านขายของออนไลน์จะมีเครื่องมือให้คุณสร้างหน้าร้านค้าได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด รวมทั้งมีระบบที่จำเป็นในการช่วยคุณขายของออนไลน์ เช่น ระบบสมาชิก ระบบส่วนลด การรับชำระเงิน การติดตามสินค้า

ข้อดีของการสร้างร้านขายของออนไลน์ด้วย Online Store Builder

  • ปรับแต่หน้าตาธีมต่างๆได้มากกว่า
  • กฎระเบียบต่างๆจะไม่เข้มงวดเท่ากับในร้านฝากขาย
  • ไม่ต้องการยุ่งยากเรื่องของการบริหารจัดการงานหลังบ้านที่เกี่ยวกับเว็บโฮสติ้ง
  • สามารถติดตั้งปลั๊กอิน เพิ่มความสามารถ-ลูกเล่นให้กับหน้าร้าน หรือระบบตะกร้าสินค้าได้
  • มีชื่อโดเมนเนมเป็นของคุณเองได้ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ลูกค้ามากกว่าไปตั้งอยู่ในร้านฝากขาย

มาดูข้อจำกัดของ Online Store Builder กันบ้าง

  • โปรแกรมสร้างร้านขายของออนไลน์ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ระบบการขาย-จัดการสินค้า ซึ่งทำให้ฟังก์ชันการสร้าง-จัดการในส่วนของเนื้อหาต่างๆ ไม่ดีเท่าการใช้ CMS อย่าง WordPress
  • เว็บเซิร์ฟเวอร์มักจะเป็นแบบรวม (แชร์กับคนอื่น) ซึ่งก็มักจะมีปัญหาหน้าร้านโหลดช้าเวลามีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันเยอะๆ โดยเฉพาะช่วง Sales ใหญ่ๆ
  • ไม่สามารถปรับแต่ง-แก้ไขโค้ดของร้านค้า หรือของธีมได้
  • โปรแกรมสร้างร้านขายของออนไลน์บางอันรองรับ SEO ได้ไม่ดีนัก

เช่าโฮสติ้ง และติดตั้งระบบร้านค้าออนไลน์เอง

วิธีนี้คือการที่คุณสร้างเว็บขายของออนไลน์บนโฮสติ้งของตัวเอง โดยการติดตั้งโปรแกรมสำหรับสร้างร้านค้าออนไลน์ (Online Store CMS)
โปรแกรม Online Store CMS จะช่วยคุณสร้างหน้าร้าน ระบบจัดการสินค้า ระบบตะกร้าสินค้า ระบบสมาชิก พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน รวมถึงให้คุณติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มลูกเล่นต่างๆได้ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดใดๆ

ทำเว็บขายของออนไลน์บนโฮสติ้งตัวเองดียังไง

  • คุณสามารถเลือกโปรแกรม Online Store CMS ที่ต้องการได้ (ส่วนใหญ่ฟรีด้วย)
  • คุณสามารถปรับแต่งรูปแบบร้าน ติดตั้งปลั๊กอิน เพิ่มลูกเล่น แก้ไขโค้ดทุกอย่างของร้านตัวเองได้อย่างเต็มที่
  • มีอิสระเต็มที่ในการขายสินค้าของคุณเอง โดยไม่ต้องถูกผูกมัดกับกฎระเบียบต่างๆ เหมือนกับการฝากขาย หรือสร้างร้านบน Online Store Builder

โปรแกรม Online Store CMS สำหรับสร้างร้านขายของออนไลน์ฟรีที่คนนิยม

สรา้งเว็บขายของออนไลน์ด้วย WooCommerce
สรา้งเว็บขายของออนไลน์ด้วย WooCommerce (ปลั๊กอิน WordPress)
ระบบหลังบ้านของ WooCommerce ใน WordPress
ระบบหลังบ้านของ WooCommerce ใน WordPress

การรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต

ไม่ว่าคุณจะสร้างร้านค้าออนไลน์ด้วยวิธีใดก็ตาม หากคุณใช้องการให้ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิต คุณจะต้องจัดหาระบบการชำระเงินมาใช้ด้วย โดยใช้บริการผ่านผู้ให้บริการชำระเงิน (Payment Service)

Payment Service ที่สามารถโอนเงินเข้าธนาคารในประเทศไทยได้ เช่น

การใช้บริการ Payment Service จะมีค่าบริการ Transaction Fee ที่อาจเก็บเป็นค่าสมาชิกรายเดือน หรือให้สมัครฟรีแต่เก็บ % ตามยอดชำระเงิน ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละเจ้า

มาถึงตรงนี้ คุณรู้วิธีสร้างเว็บไซต์ และร้านขายของออนไลน์แบบต่างๆ รวมถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธีแล้ว

มาดูเรื่องเกี่ยวกับการจดโดเมนเนมกันบ้าง

04

เรื่องควรรู้ก่อนจดโดเมนเนม

หากคุณสนใจที่จะจดโดเมนเนมเป็นของตัวเอง นี่คือสิ่งที่คุณควรจะรู้ก่อนเริ่มต้นจดโดเมน

URL คืออะไร?

ส่วนประกอบ URL ของ โดเมนเนม

URL คือ ที่อยู่ที่จะพาคุณไปยังหน้าเว็บเพจต่างๆ ของเว็บไซต์

เวลาที่คุณจดชื่อโดเมนเนม จะหมายถึงแค่ส่วน Root Domain สีเขียวใน URL เช่น thaiwpcentral.com

โดเมนเนมจะประกอบด้วยสองส่วนย่อย

  • Top-Level Domain Name (TLD) คือส่วนที่เป็น .com หรือที่เรียกติดปากกันว่าเป็นนามสกุลของโดเมนเนม
  • ตัว Domain Name เองคือส่วนที่เป็นชื่อของเว็บไซต์ thaiwpcentral

ยังมี TLD อีกประเภทหนึ่งคือ Country-Code Top-Level Domain Name (ccTLD)

ccTLD คืออะไร?

ccTLD เป็นโดเมนเนมที่ระบุว่าเว็บไซต์นั้นเน้นผู้เยี่ยมชมจากประเทศไหน ตัวอย่าง ccTLD ของไทย คือ .th ซึ่งจะมี ccTLD ย่อยนำหน้าก็ได้ เช่น .in.th, .co.th, .go.th

สำหรับ ccTLD ของไทย จะมี THNIC เป็นผู้ให้บริการจดทะเบียนชื่อโดเมน .th และ .ไทย ภายใต้การบริหารนโยบายการจดทะเบียนของ มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย

นอกจากชื่อโดเมนแล้ว URL ยังมีอีกสองส่วน คือ

Protocol คือส่วนที่บอกว่าการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเว็บไซต์ปลายทางนั้น มีการเข้ารหัสความปลอดภัยหรือไม่

หากเว็บไซต์มีการเข้ารหัส ชื่อโดเมนจะขึ้นต้นด้วย https:// และมีเครื่องหมายล็อกแม่กุญแจ (SSL Certificate) แต่ถ้าไม่มีจะขึ้นต้นด้วย http:// แทน

เว็บไซต์ที่ไม่มีการเข้ารหัสความปลอดภัย แฮกเกอร์สามารถดักจับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน เช่น อีเมล์ รหัสผ่าน เลขที่บัตรเครดิตต่างๆ ที่ส่งไปหาเว็บไซต์ได้โดยง่าย

การที่เว็บไซต์ของคุณมี SSL Certificate จะช่วยทำให้ข้อมูลของผู้เข้าชมเว็บไวต์ของคุณปลอดภัยขี้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์

รวมทั้ง SSL Certificate มีส่วนช่วยให้เว็บไวต์คุณติอันดับใน Google ได้ดีขึ้นด้วย

SSL Certificate นั้นจะเป็นการตั้งค่าจากเว็บโฮสติ้งที่คุณใช้บริการอยูู่่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจดโดเมนเนม

Subfolder คือที่อยู่ของหน้าเนื้อหาต่างๆที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้ Subdomain

เว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัส SSL จะแสดงข้อความ "Connection is secure"
เว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัส SSL จะแสดงข้อความ "Connection is secure"

Subdomain คืออะไร?

Subdomain ซับโดเมน หรือโดเมนลูก มักใช้ในกรณีที่คุณต้องการแยกเนื้อหาของเว็บไซต์ออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ยังคงบอกว่าเนื้อหาทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับโดเมนเนมหลัก

มาดูตัวอย่างซับโดเมนในเว็บไซต์ WooCommerce กัน

เว็บไซต์ WooCommerce คือผู้ให้บริการ Online Store CMS ตามที่แนะนำไปข้างต้น หากคุณเข้าไปที่ https://woocomemrce.com ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์หลัก ที่เป็นผู้ให้บริการโปรแกรมสร้างร้านค้าออนไลน์

WooCommerce แยกเนื้อหาส่วนสนับสนุนบริการไปยังซับโดเมนต่างๆ เช่น

https://themes.woocommerce.com/ เป็บเว็บไซต์สำหรับให้ดาวน์โหลดธีม WooCommerce หรือ https://docs.woocommerce.com/ สำหรับเอกสารคู่มือการใช้งาน WooCommerce

ซับโดเมนเนม ยังมีประโยชน์ต่อการทำ SEO ด้วย

หากคุณสร้างซับโดเมนเนม เสิร์ชเอนจินจะถือว่าเว็บไซต์ที่เป็นซับโดเมน คือคนละเว็บไซต์กับโดเมนหลัก ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO และอันดับเว็บไซต์ใน Google

หากธุรกิจของคุณมีผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยธุรกิจย่อย คุณสามารถใช้ซับโดเมนในการแยกเว็บไซต์ สำหรับแยกคำค้นหา (Keyword) สำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์-หน่วยธุรกิจย่อยได้

โดยที่ยังคงสื่อถือผู้ใช้งานว่า ผลิตภัณ์ หรือหน่วยธุรกิจย่อยนั้น อยู่ภายใต้บริษัทใหญ่ที่เป็นโดเมนเนม

มีข้อยกเว้นหนึ่งคือซับโดเมน www.

การใช้ซับโดเมน www. โดยปกติจะตั้งค่าให้มาที่หน้าเว็บไซต์เดียวกันเสมอ เช่น https://www.thaiwpcentral.com และ https://thaiwpcentral.com

ซึ่งคุณสามารถทำ Domain Redirect เพื่อที่จะบอกเสิร์ชเอนจินได้ว่าซับโดเมน www.thaiwpcentral.com เป็นเว็บไซต์เดียวกันกับ thaiwpcentral.com

จดโดเมนเนมกับใครได้บ้าง?

คุณสามารถ จดโดเมนกับผู้ให้บริการจดโดเมนเนม อย่าง Domain.com

หรือจะ จดโดเมนเนมพร้อมกับการเช่าโฮสติ้ง ผ่านผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ก็ได้เช่นกัน เว็บโฮสติ้งหลายๆที่มักมีโปรโมชั่นเช่าโฮสติ้งพร้อมจดโดเมนให้ฟรี เช่น ThaiDataHosting

ขั้นตอนการจดโดเมนเนมนั้นไม่ยุ่งยาก เพียงเลือกชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ ดำเนินการชำระเงิน คุณก็จะมีโดเมนเนมเป็นของตัวเองทันที

เวลาคุณจดโดเมน สามารถเลือก Top-Level Domain อย่าง .com .net .co ไปจนถึงนามสกุลโดเมนแปลกๆเช่น .xyz .me .io .biz เป็นต้น ซึ่งราคาจะแตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม คนจะคุ้นกับนามสกุลโดเมนเนม .com มากที่สุด

ค่าใช้จ่ายในการจดโดเมนเนมจะอยู่ที่ประมาณ 300-800 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับ TLD และโปรโมชั่นของผู้ให้บริการแต่ละเจ้า

แล้วจดโดเมนเนมกับผู้ให้บริการจดโดเมน หรือผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งดี?

อันนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน

หากคุณ จดโดเมนเนมกับผู้ให้บริการจดโดเมนเนม ข้อดีคือคุณจะมีอิสระในการย้ายเว็บโฮสติ้งได้สะดวกกว่า ไม่ต้องมาคอยย้ายโดเมนเนมตาม

แต่การ จดโดเมนเนมกับผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ก็จะสะดวกในเรื่องของการตั้งค่าโดเมนเนม เนื่องจากผู้ให้บริการโฮสติ้งมักตั้งมาให้เลย รวมถึงโฮสติ้งบางที่ก็จะมีโปรโมชันแถมจดโดเมนเนมให้ฟรีไปพร้อมกับการเช่าโฮสติ้งด้วย

การต่ออายุ และการย้ายโดเมนเนม

โดเมนเนมมีหมดอายุด้วยนะ

เมื่อจดโดเมนเนมแล้ว คุณจะต้องคอยต่ออายุโดเมนเนมเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับอายุสัญญาที่เลือกไว้ตอนจดโดเมน เช่น 1 ปี, 2 ปี หรือ 3 ปี

โดยปกติผู้ให้บริการจดโดเมนเนม จะมีส่งอีเมล์แจ้งเตือนล่วงหน้าหากโดเมนเนมของคุณใกล้หมดอายุ

หากคุณไม่ได้ชำระเงินเพื่อต่ออายุโดเมนเนมเมื่อถึงกำหนด คุณจะไม่สามารถใช้โดเมนเนมนั้นต่อได้ และคนอื่นสามารถนำชื่อโดเมนเนมที่หมดอายุของคุณไปจดเป็นของตัวเองได้

คุณสามารถย้ายผู้ให้บริการจดโดเมนเนมได้ โดยไม่ต้องรอให้หมดอายุ

คุณสามารถขอย้ายโดเมนเนมได้ หลังจากผ่านไป 60 วัน นับจากวันที่คุณจดโดเมนเนม

การย้ายโดเมนเนมนั้นไม่ยุ่งยาก เพียงแค่แจ้งย้ายออกจากผู้ให้บริการจดโดเมนเนมปัจจุบัน คุณจะได้รับโค้ดการย้ายโดเมนเนมมา (Authorization Code) จากนั้นนำโค้ดนั้นไปแจ้งกับผู้ให้บริการโดเมนเนมที่จะย้ายเข้า (สามารถทำผ่านหน้าเว็บของผู้ให้บริการจดโดเมนเนมได้เลย)

ดังนั้น หากคุณต้องการย้ายผู้ให้บริการจดโดเมนเนม สามารถทำเรื่องของย้ายได้เลย (หลังผ่าน 60 วันแรก) โดยไม่ต้องรอให้โดเมนเนมหมดอายุ จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาโดเมนเนมใช้งานไม่ได้ หรือเจอคนอื่นแย่งโดเมนไปต่ออายุแทน

การตั้งชื่อโดเมนเนม

การตั้งชื่อโดเมน นอกจากจะมีผลต่ออันดับการแสดงผลเว็บไซต์ของคุณในเสิร์ชเอนจิน ยังมีผลต่อความง่ายในการจดจำด้วย

ข้อแนะนำการตั้งชื่อโดเมนเนม

  • พยายามเลือกชื่อโดเมนที่จำและพิมพ์ได้ง่าย
  • ไม่ควรใช้ตัวเลขในชื่อโดเมนเนม (ยกเว้นเป็นชื่อแบรนด์)
  • ชื่อโดเมนที่มีขีดกลาง เช่น thai-wp-central ถือว่าพอหยวนได้ แต่ถ้าให้ดีคือเป็นชื่อแบบไม่มีขีดกลางจะดีที่สุด
  • ชื่อโดเมนมีผลกับการจัดอันดับเว็บไซต์ (แต่มีผลน้อย) ถ้าทำได้ คุณควรเลือกชื่อโดเมนเนมที่มีคำค้นหา หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ หรือตรงกับแบรนด์ของคุณ

สำหรับคนที่อยากได้ไอเดียในการตั้งชื่อแบรนด์ หรือ ชื่อเว็บไซต์ให้เก๋ๆ ลองเข้าไปดูที่ Namelix หรือ Novanym เป็นเว็บที่ให้คุณใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง แล้วระบบจะสร้างชื่อแบรด์รูปแบบต่างๆมาให้เลือก แถมสร้างตัวอย่างโลโก้พอเป็นไอเดียให้อีกด้วย

Domain Privacy คืออะไร?

Domain Privacy คือการไม่แสดงข้อมูลส่วนตัวของคุณ เวลามีผู้เรียกดูรายละเอียดโดเมนเนมของคุณจากข้อมูลทะเบียนโดเมนเนมกลาง

เวลาคุณจดโดเมน ข้อมูลต่างๆที่คุณให้ไว้กับผู้ให้บริการจดโดเมน เช่น ชื่อ ที่อยู่ อีเมล์ จะถูกบันทึกลงระบบทะเบียนโดเมนกลาง (InterNIC) ซึ่งคนอื่นสามารถค้นหาชื่อโดเมนผ่าน WHOIS และเรียกดูข้อมูลตรงนี้ได้้

หากคุณไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่ใช้ในการจดโดเมนเนม สามารถใช้ Domain Privacy ในการเปลี่ยนข้อมูลตรงนี้ได้

การใช้ Domain Privacy จะทำให้ระบบ WHOIS แสดงข้อมูลของคนอื่นแทนข้อมูลส่วนตัวของคุณเอง (โดยที่คุณยังเป็นเจ้าของโดเมนอยู่)

ผู้ให้บริการจดโดเมนส่วนใหญ่จะมีบริการ Domain Privacy ให้อยู่แล้ว แต่ส่วนมากมักเป็นบริการเสริมที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม (เฉลี่ยเดือนละ 1$) แต่บางเจ้าก็แถมให้ฟรี เช่น ThaiDataHosting

ถ้าอยากรู้ว่า Domain Privacy ทำงานยังไง

ลองเข้าไปที่ who.is แล้วพิมพ์โดเมนเนมของเว็บนี้ thaiwpcentral.com ลงในช่องค้นหา จากนั้นดูผลลัพธ์ในส่วนของ Registrar Data จะเห็นว่าเป็นชื่อบริษัทในมาเลย์เซีย…. ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัวจริงของแอด

หากเราใช้ Domain Privacy ข้อมูลจริงของเราจะไม่ถูกแสดงใน Registrar Data
การใช้ Domain Privacy ทำให้ข้อมูลส่วนตัวของคุณไม่ถูกแสดงใน Registrar Data

DNS (Domain Name System) คืออะไร?

หากคุณต้องการจดโดเมนเนมเป็นของตัวเอง ต้องทำความรู้จักกับ DNS ไว้

แล้ว DNS คืออะไร?

Domain Name System คือระบบที่จะบอกเว็บเบราว์เซอร์ (Browser) ว่าจะไปหาเว็บไซต์ที่คุณต้องการเข้าจากโฮสติ้งเจ้าไหน

ปกติเวลาคุณจะเข้าดูเว็บไซต์ ก็จะพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ (URL) เช่น www.thaiwpcentral.com

จากนั้นเบราว์เซอร์จะตรวจสอบ URL กับระบบ DNS Records ที่อยู่บนในอินเตอร์เน็ต เพื่อหาว่าโดเมนเนมที่พิมพ์ไปนั้นมีเลข IP Address ตรงกับของโฮสติ้งเจ้าไหน เพื่อเรียกข้อมูลเว็บเพจจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ตรงกับเลข IP นั้นๆ

เช่น โดเมนเนม thaiwpcentral.com มีเลข IP 123.456.7.8 ต้องเรียกดูข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของ thaidatahosting เป็นต้น

DNS จะถูกดูแลโดยผู้ให้บริการ DNS (DNS Providers)

คุณสามารถเลือก DNS Provider โดยตั้งค่า Nameserver ไปยังผู้ให้บริการ DNS ที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าเดียวกันกับที่คุณจดโดเมนเนมก็ได้

เช่น คุณอาจจะจดโดเมนเนมกับ GoDaddy แต่ตั้ง Nameserver ให้ใช้ DNS Server ของ CloudFlare (ซึ่งเร็วกว่า) แบบนี้ก็ทำได้เหมือนกัน

DNS Records คืออะไร?

DNS Records คือข้อมูลที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อเว็บไซต์ของคุณเข้ากับโดเมนเนม

DNS Records 4 ประเภทที่ควรรู้จักไว้ เพราะได้ใช่บ่อยแน่ๆ:

  • NS Records (หรือ Nameserver) (หรือ NS Records) คือที่อยู่ DNS เซิร์ฟเวอร์ของ DNS Provider ที่คุณต้องการใช้ระบบ DNS Records
  • A Record (Address Mapping Record) สำหรับใส่เลข IP Address เพื่อชี้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เว็บไซต์คุณใช้งานอยู่
  • MX Record (Main Exchange Record) สำหรับใส่เลข IP Address ชี้ไปยังอีเมล์เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้สำหรับส่งอีเมล์ที่เป็นชื่อโดเมนเนมของคุณ เช่น [email protected]
  • TXT Record (Text Record) สำหรับใส่ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโดเมนเนม มักใช้ในการใส่โค้ดยืนยันความเป็นเจ้าของโดเมนสำหรับใช้บริการต่างๆ เช่น Google Analytics

คุณสามารถตั้งค่า DNS Record ได้จากใน Control Panel ของเว็บไซต์ของผู้ให้บริการจดโดเมนเนม หรือผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งทีคุณใช้บริการอยู่

ตัวอย่างหน้าการตั้งค่า DNS Records
ตัวอย่างหน้าการตั้งค่า DNS Records ใน CloudFlare
05

การทำเว็บไซต์ให้คนรู้จัก

เมื่อคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแล้ว สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้คนรู้จักเว็บไซต์ของคุณก็คือการโปรโมตเว็บไซต์ตามช่องทางต่างๆ 

การลงทะเบียนเว็บไซต์กับ Google และการทำ SEO

คุณจะต้องไปลงทะเบียนเว็บไซต์ (โดเมนเนม) กับเสิร์ชเอนจินต่างๆ เพื่อให้คนสามารถค้นหาเว็บไซต์ของคุณเจอ

Google เป็นเสิร์ชเอนจินหลักที่คุณควรไปลงทะเบียนด้วย

Google ครองตลาดเสิร์ชเอนจินทั่วโลกกว่า 90% และคนไทยกว่า 97% ก็ใช้ Google เป็นหลักเช่นกัน

ส่วนแบ่งตลาดเสิร์ชเอนจิ้นทั่วโลก
ส่วนแบ่งตลาดเสิร์ชเอนจิ้นทั่วโลก
ส่วนแบ่งตลาดเสิร์ชเอนจิ้นในประเทศไทย
ส่วนแบ่งตลาดเสิร์ชเอนจิ้นในประเทศไทย

ข้อดีของการได้ผู้เข้าชมผ่านทาง Google คือ

การลงทะเบียนไม่มีค่าใช้จ่าย หากเว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้นๆในคำค้นหาชุดหนึ่งๆ นั่นหมายถึงคนจำนวนมากจะเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาใดๆ (Organic Traffic)

คุณมามารถลงทะเบียนเว็บไซต์กับ Google โดยใช้ Google Search Console

อย่างไรก็ตาม การลงทะเบียนเว็บไซต์ เป็นเพียงการไปลงชื่อรอในคิวที่จะบอกให้บอท (Crawler Bot) ของ Google มาตรวจสอบเนื้อหาในเว็บไซต์ เพื่อนำไปจัดเก็บในฐานข้อมูลเท่านั้น

ปัจจัยที่จำทำให้คนเข้ามายังเว็บไซต์มากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับ:

อันดับเว็บไซต์ของคุณในที่แสดงใน Google (Search Engine Result Page หรือ SERP)
และ อัตราการคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์ (Click-Through-Rate หรือ CTR) จากหน้า SERP

คนมักจะกดเข้าไปดูเว็บไซต์ที่อยู่อันดับต้นๆก่อนอยู่แล้ว

เว็บไซต์ที่ติดสามอันดับแรกใน Google จะมีจำนวนคนคลิกเข้าไปดูมากถึง 75% ในขณะที่เว็บไซต์ที่ติดอันดับ 11 (หรืออยู่หน้าที่ 2 เป็นต้นไป) มี CTR น้อยกว่า 3%

อัตราการคลิกเข้าดูเว็บไซต์ (CTR) กับอันดับเว็บไซต์ (SERP)
อัตราการคลิกเข้าดูเว็บไซต์ (CTR) กับอันดับเว็บไซต์ (SERP)

ทั้ง SERP และ CTR จะเป็นผลมาจากการทำ SEO (Search Engine Optimization)

แล้วการทำ SEO คืออะไร?

SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคะแนนสูงๆในแต่ละปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหาในเว็บไซต์ที่ตรงกับคีย์เวิร์ด ระยะเวลาที่คนเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ จำนวนเว็บอื่นที่ลิงก์มาหาเว็บไซต์ ไปจนถึงความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ เป็นต้น

ยิ่ง Google ให้คะแนน SEO เว็บไซต์คุณเยอะ คุณก็จะติดอันดับต้นๆใน SERP ซึ่งเป็นเป้าหมายของการทำ SEO

การโฆษณาเว็บไซต์

นอกจาก Organic Traffic ที่คุณจะได้ผู้ข้าชมเว็บไซต์จาก Google แล้ว คุณยังสามารถจ่ายเงินเพื่อลงโฆษณาเว็บไซต์ผ่านทางช่องทางต่างๆได้อีกด้วย (Paid Traffic) เช่น Google AdWords, Facebook Ads Instagram Ads หรือ ลงโฆษณาในเว็บไซต์อื่นๆ เป็นต้น

06

สรุปความรู้เกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์เบื้องต้น

สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง สรุปส่วนสำคัญสำหรับเนื้อหาในบทนี้ตามนี้เลย

  • เลือกวิธีสร้างเว็บไซต์ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของคุณเป็นหลัก ต้องการปรับแต่งเว็บไซต์ของตัวเองแค่ไหน ต้องมีหน้าร้านขายของออนไลน์หรือไม่ ส่วนความถนัดแอดว่าเป็นเรื่องรอง คุณเรียนรู้เพิ่มได้เสมอ
  • Blog Service เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นการเขียนบทความอย่างเดียวจริงๆ ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์หรือชื่อโดเมนเองก็ได้
  • Online Website Builder หรือเว็บที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการจัดการงานโฮสติ้งหลังบ้าน แต่ปรับแต่งอะไรไม่ค่อยได้
  • มีโฮสติ้งเป็นของตัวเอง มีโปรแกรม CMS สำหรับช่วยคุณสร้างเว็บไซต์ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น สามารถปรับแต่งทุกอย่างได้อย่างที่คุณต้องการ ใส่ลูกเล่นเพิ่มได้ตามใจ
  • โปรแกรม CMS ที่คนนิยมอันดับหนึ่งคือ WordPress เนื่องจากฟรี ใช้ง่าย ความปลอดภัยสูง มีธีมให้เลือกเยอะ ใส่ปลั๊กอินเพิ่มลูกเล่นต่างๆได้
  • WooCommerce คือโปรแกรมสร้างร้านขายของออนไลน์แนะนำ หากคุณใช้ WordPress ในการสร้างเว็บไซต์
  • การตั้งชื่อโดเมนเนม ควรใช้ชื่อที่จำง่าย เลือก .com เป็นหลัก หลีกเลี่ยงชื่อมี่มีขีดกลาง หรือชื่อที่เป็นตัวเลข
  • ต้องรู้เรื่องของการโปรโมตเว็บไซต์ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้คนรู้จักเว็บไซต์เราด้วย ซึ่งมีทั้ง ฟรี แต่ใช้เวลา (Google) และเสียเงินแต่คนเห็นทันที (ลงโฆษณาในสื่อออนไลน์ต่างๆ)

อ่านจบแล้ว ไงต่อ...?

บทความนี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน ?

โหวตเลย! เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงบทความให้มีประโยชน์กับคุณมากที่สุด

คุณคาดหวังอะไรในบทความนี้ หรือมีอะไรที่อยากให้เราเพิ่มเติม?

เข้าร่วมกลุ่มต่อ…

มาเข้าร่วมกลุ่ม Thai WordPress Community พื้นที่รวมตัวชาว WordPress / WooCommerce มาร่วมกันเรียนรู้ แบ่งปัน การทำเว็บไซต์-สร้างร้านค้าออนไลน์ เทคนิคเพิ่มยอดขาย เติบโตธุรกิจ

แชร์ต่อ…

อ่านจบแล้วก็แชร์ความรู้นี้ต่อ ให้เพื่อนๆที่สนใจการทำเว็บ หรือทำร้านขายของออนไลน์ด้วยไงล่ะ คลิกเพื่อแชร์จากลิงก์โซเชียลมีเดียขาประจำด้านล่างได้เลย! (แอดขอขอบคุณที่ช่วยแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆนะ =/\=)

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top

Table of Contents

Share
Tweet
Share
Pin