Deprecated: Elementor\Editor is deprecated since version 2.6.0! Use Elementor\Core\Editor\Editor instead. in /home/customer/www/thaiwpcentral.com/public_html/wp-includes/functions.php on line 4963
สอนสร้างเว็บด้วย WordPress แบบเข้าใจง่าย (อัพเดท 2020)

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับการสร้างเว็บด้วย WordPress 5.3 เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่คนนิยมที่สุด ที่จะช่วยให้เราสร้างเว็บไซต์สวยๆได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้การเขียนโค้ดมาก่อน ปิดท้ายด้วยรีวิว 3 เว็บโฮสติ้งที่ดีที่สุด (ในความเห็นแอด) สำหรับติดตั้ง WordPress โดยเฉพาะ

สารบัญ
01

ทำความรู้จักกับการสร้างเว็บด้วย WordPress

หากเราต้องการที่จะสร้างเว็บไซต์เอง WordPress ถือเป็นเครื่องมือที่คนนิยมใช้มากที่สุด ซึ่ง WordPress สามารถช่วยให้เราจัดการเนื้อหา จัดรูปแบบหน้าเว็บเพจ และสร้างเว็บไซต์สวยๆได้อย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้การเขียนโค้ดมาก่อน

WordPress-logotype-wmark-white

WordPress คืออะไร?

WordPress เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการจัดการเนื้อหาต่างๆในเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Content Management System (CMS) ซึ่งข้อดีหลักของโปรแกรม CMS คือช่วยจัดรูปแบบหน้าเว็บเพจ และเนื้อหาในเว็บไซต์ โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น

แตกต่างจากการสร้างเว็บไซต์โดยการเขียนโค้ดเอง ซึ่งเราจะต้องมีความรู้ในการเขียนโค้ดต่างๆเช่น HTML, PHP, CSS หรือ Java Script เพื่อสร้างรูปแบบหน้าเว็บเพจต่างๆขึ้นมาโดยใช้โปรแกรม เช่น Adobe Dreamweaver จากนั้นจึงใส่เนื้อหาแล้วลิงก์หน้าต่างๆเข้าด้วยกันจนเป็นเว็บไซต์ แล้วค่อยอัพโหลดไฟล์ลงเว็บเซิรฟเวอร์ หรือเว็บโฮสติ้งที่เราใช้บริการอยู่

WordPress เป็นโปรแกรม CMS ที่คนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ในการใช้สร้างเว็บไซต์ โดยประมาณ 34% หรือกว่าสามแสนล้านเว็บไซต์ทั้งหมดบนโลก ตั้งแต่เว็บบล็อกเล็กๆ ไปจนถึงเว็บไซต์ใหญ่ๆอย่าง Bloomberg หรือ Walt Disney ต่างสร้างบนแพลตฟอร์มของ WordPress ทั้งสิ้น

การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress CMS เป็นที่นิยมอันดับหนึ่ง
การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress CMS เป็นที่นิยมอันดับหนึ่ง

การสร้างเว็บด้วย WordPress

การใช้ WordPress สร้างเว็บไซต์ หรือร้านขายของออนไลน์ เปรียบเสมือนเราใช้ PowerPoint ในการสร้างเว็บไซต์ โดย WordPress จะจัดการในเรื่องของการเขียนโค้ดสำหรับสร้างรูปแบบหน้าเว็บเพจให้เราทั้งหมด เราเพียงเลือกรูปแบบธีม (Theme) สวยๆที่มีให้เลือกมากมายจากใน WordPress (หรือโหลดจากเว็บอื่นๆก็ได้) ซึ่งเราสามารถปรับแต่งรายละเอียดรูปแบบธีม และจัดหน้าเว็บเพจของเราได้อย่างง่ายดายจากเมนูต่างๆที่มีให้เลือกอีกด้วย

ดูตัวอย่าง Show Case เว็บไซต์ที่สร้างจาก WordPress

การสร้างเว็บด้วย WordPress
หน้าตา WordPress ในส่วนของการเลือกธีมต่าๆ

นอกจากธีมแล้ว เรายังสามารถติดตั้ง ปลั๊กอิน (Plugins) เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงลูกเล่นต่างๆให้แก่เว็บไซต์ของเรา เช่น ร้านขายของออนไลน์ ตะกร้าสินค้า ระบบสมัครสมาชิก กราฟฟิก แบบฟอร์มต่างๆเป็นต้น โดยการติดตั้ง หรือลบออกนั้นก็ง่ายดายเพียงไม่กี่คลิก เหมือนการติดตั้งโปรแกรมลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

การ เขียนโพสท์บน WordPress นั้นออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง-แก้ไข เนื้อหา ข้อความ รูปภาพต่างๆได้อยางสะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ เหมือนเราทำงานอยู่บนหน้า PowerPoint ซึ่งมีเครื่องมือต่างๆให้เราปรับเปลี่ยนรูปแบบตัวอักษร ใส่รูปภาพ สีพื้นหลัง จัดรูปแบบหน้า เป็นต้น

การจัดหน้าบน WordPress
การจัดหน้าบน WordPress

WordPress ดียังไง?

จุดเด่นของ WordPress คือความง่ายในการใช้งาน มีความปลอดภัยสูง ใช้สร้างเว็บไซต์ได้หลากหลายการใช้งาน ตั้งแต่เว็บบล็อกธรรมดา ไปจนถึงร้านขายของออนไลน์ โดยออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถสามารถปรับแต่งหน้าตาเว็บเพจจัดหน้าเว็บ จัดเนื้อหา ใส่ลูกเล่น และจัดการไฟล์ผ่านเครื่องมือ เมนูต่างๆได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนั้นเว็บไซต์ที่สร้างด้วย WordPress นั้น จะมีโครงสร้างคอนเทนต์ของเว็บไซต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำ Search Engine Optimization (SEO) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ข้อดีของการสร้างเว็บด้วย WordPress
ข้อดีของการสร้างเว็บด้วย WordPress

การสร้างเว็บด้วย WordPress ยังรองรับการทำให้เว็บไซต์ของเราสามารถแสดงผลบนอุปกรณ์ที่มีขนาดหน้าจอต่างกัน ตั้งแต่ PC, Tablet และ Mobile หรือที่เรียกันว่า Responsive Design ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกเข้าเว็บไซต์ของเราจากอุปกรณ์หลากหลายแบบ อีกทั้งในปี 2018 Google ได้ให้น้ำหนักการจัดอันดับเว็บไซต์โดยเน้นเว็บที่รองรับการแสดงผลบนมือถือ (Mobile-First Indexing) อีกด้วย

WordPress.com กับ WordPress.org

ทั้ง WordPress.com และ WordPress.org นั้นใช้แพลตฟอร์มของ WordPress เองทั้งคู่ ซึ่งส่วนสำคัญที่แตกต่างกันคือเรื่องของความสามารถในการการติดตั้งปลั๊กอิน และการปรับแต่งแก้ไขโค้ดต่างๆ เป็นหลัก

WordPress.com เป็นบริการสร้างเว็บไซต์โดยใช้ โฮสติ้งเซิร์ฟเวอร์ของ WordPress เอง ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเช่าโฮสติ้งเอง เพียงสมัครแอ็กเคานต์กับ WordPress.com ก็สามารถใช้งาน WordPress ในการสร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้ทันที โดยมีทั้งแบบฟรี และเสียเงิน (เพื่อใช้บริการเสริมอื่นๆเพิ่มเติม)

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นการโฮสติ้งอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของ WordPress เอง ข้อจำกัด คือเราไม่สามารถติดตั้งปลั๊กอิน และธีมต่างๆเพิ่มเติมได้ ต้องใช้เท่าที่ WordPress.com มีมาให้เท่านั้น รวมถึงเราไม่มีสิทธิ์เข้าถึงการแก้ไขโค้ดในไฟล์ต่างๆ

WordPress.org นั้นเป็นโปรแกรมของ WordPress แบบ Self-Hosted คือเราจะต้อง มีโฮสติ้งเป็นของตัวเอง จากนั้นค่อยดาวน์โหลด และติดตั้ง WordPress ลงบนโฮสติ้ง และทำการตั้งค่าต่างๆบนเซิร์ฟเวอร์ จึงจะสามารถใช้งานได้ โดยตัวโปรแกรม WordPress นั้นเราสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ข้อดีคือเราจะมีอิสระเต็มที่ในการติดตั้งปลั๊กอิน ธีม แก้ไขโค้ดต่างๆในไฟล์ได้อย่างเต็มที่

ถึงการใช้ Self-Hosted WordPress ที่เราต้องติดตั้ง WordPress และตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ต่างๆเองนั้นจะฟังดูยุ่งยาก แต่เราสามารถหาผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งที่มีโฮสติ้งแพคเกจสำหรับ WordPress โดยเฉพาะ (WordPress Managed Hosting) ซึ่งสเป็คของเซิร์ฟเวอร์จะปรับแต่งมาเพื่อรองรับการใช้งาน WordPress รวมทั้งมักมีเครื่องมือในการช่วยเราติดตั้ง WordPress ได้ภายในไม่กี่คลิกอีกด้วย

ตารางเปรียบเทียบ
WordPress.com และ WordPress.org

WordPress.com
WordPress.org

WordPress ภาษาไทย

ในการสร้างเว็บด้วย WordPress นั้นตัว WordPress เองรองรับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทยอยู่แล้ว โดยเราไม่ต้องปรับตั้งอะไรเพิ่มเติม แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับ เมนูภาษาไทย เราก็สามารถตั้งให้เมนูต่างๆใน WordPress เป็นภาษาไทยได้เช่นกัน

WordPress ภาษาไทย
WordPress ภาษาไทย

สร้างร้านขายของออนไลน์ด้วยปลั๊กอิน WooCommerce

WordPress นอกจากจะสามารถใช้สร้างเว็บไซต์แล้ว ยังมีปลั๊กอิน WooCommerce สำหรับช่วยเราสร้างร้านขายของออนไลน์ได้อย่างง่ายๆอีกด้วย โดยเราสามารถดาวน์โหลดปลั๊กอิน และติดตั้งได้ฟรี อย่างไรก็ตามจะมีฟีเจอร์บางส่วนที่ใช้ได้เฉพาะในเวอร์ชันเสียเงินเท่านั้น เช่น ระบบสมาชิกรายเดือน (Subscriptions) หรือการนัดหมายจองคิวผ่านเว็บไซต์ (Bookings) เป็นต้น

ดูตัวอย่างร้านขายของออนไลน์ที่สร้างด้วย WooCommerce

02

การเลือกโฮสติ้งสำหรับสร้างเว็บด้วย WordPress

การเลือกโฮสติ้งนั้น เปรียบเสมือนการเลือกบ้านที่อยู่ให้กับเว็บไซต์ของเรา ซึ่งในส่วนนี้จะอธิบายปัจจัยสำคัญต่างๆที่เราต้องดูเมื่อต้องการเลือกโฮสติ้งสำหรับสร้างเว็บด้วย WordPress

เลือกผู้ให้บริการ WordPress โฮสติ้งที่น่าชื่อถือ

ถือว่าเป็นประเด็นต้นๆที่เราต้องพิจารณาในการสร้างเว็บด้วย WordPress (หรือ CMS อื่น) เพราะทุกคนคงไม่อยากเจอปัญหาหลังจากที่เราลงทุนสร้างเว็บไซต์ลงไปแล้วปรากฎว่าโฮสติ้งที่ใช้บริการมีปัญหาล่มบ่อย โหลดช้า บริการลูกค้าไม่ดี หรือแก้ปัญหาทางเทคนิคให้เราไม่ได้ นอกจากจะทำให้เว็บไซต์เราใช้งานไม่ได้ เสียลูกค้า เสียโอกาสขายของ ยังต้องมาเสียเวลาแก้ปัญหา หรือย้ายหาผู้ให้บริการใหม่

การที่เว็บไซต์ของเราจะโหลดช้าหรือเร็วนั้น ปัจจัยหลักมาจากคุณภาพของเว็บโฮสติ้งเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสเปคของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือการตั้งค่าของโฮสติ้งสำหรับใช้งานกับ WordPress โดยเฉพาะ การที่เว็บไซต์ของเราโหลดช้านอกจากจะทำให้เสียผู้เข้าชม ยังส่งผลต่ออันดับของเราในเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Google อีกด้วย

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าผู้ให้บริการเจ้าไหนน่าเชื่อถือ? หลักๆก็สามารถหาอ่านตามรีวิวบล็อกต่างๆ แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์สำหรับ WordPress โฮสติ้ง ทาง WordPress.org เองแนะนำไว้สามที่ คือ BlueHost, DreamHost และ SiteGround ซึ่งทั้งสามที่นี้ออกแบบมาสำหรับโฮสติ้ง WordPress โดยเฉพาะ สเปคของเซิร์ฟเวอร์ครอบคลุมสเปคขั้นต่ำที่ WordPress ต้องการ ผู้ใช้สามารถติดตั้ง WordPress เองได้อย่างง่ายดาย รวมถึงมีทีมงานที่เชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ WordPress โดยเฉพาะคอยให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

BlueHost โฮสติ้งแนะนำสำหรับ WordPress
DreamHost โฮสติ้งแนะนำสำหรับ WordPress
SiteGround โฮสติ้งแนะนำสำหรับ WordPress

สเปคขั้นต่ำของเซิร์ฟเวอร์สำหรับ WordPress

เว็บโฮสติ้งแพคเกจที่รองรับการติดตั้งใช้งาน WordPress 5.3 นั้นจะต้องมีสเปคขั้นต่ำ ดังนี้

  • PHP เวอร์ชั่น 5.6.20 ขึ้นไป
  • ฐานข้อมูล MySQL เวอร์ชั่น 5.0 ขึ้นไป

นอกจากสเปคขั้นต่ำแล้ว WordPress ยังมีสเปคเซิร์ฟเวอร์ที่ WordPress แนะนำ เพื่อใช้งานอย่าง WordPress ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุด

  • PHP เวอร์ชั่น 7.3 ขึ้นไป
  • ฐานข้อมูล MySQL เวอร์ชั่น 5.6 ขึ้นไป
  • เว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache หรือ Nginx
  • รองรับโปรโตคอล HTTPS

เลือกประเภทของเซิร์ฟเวอร์สำหรับโฮสท์เว็บไซต์

โดยทั่วไปประเภทของเซิร์ฟเวอร์สามารถแบ่งได้เป็นสี่ประเภท

แชร์เซิร์ฟเวอร์ (Shared Server) เป็นเซิร์ฟเวอร์รวมที่โฮสท์เว็บไซต์หลายๆเว็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่อง โดยทั่วไปเบสิคโฮสติ้งแพคเกจมักเป็นแชร์เซิร์ฟเวอร์ เนื่องจากราคาไม่แพง เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่จำนวนผู้เข้าชมยังไม่เยอะ ข้อเสียคือความเร็วของเว็บไซต์จะแปรตามจำนวนผู้ใช้เซิร์ฟเวอร์ในช่วงนั้นๆ หากมีผู้เข้าใช้เว็บที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์เครื่องนั้นพร้อมกันมากๆก็จะทำให้เว็บเราช้าได้ แชร์เซิร์ฟเวอร์เปรียบเสมือนเราเช่าหอนอนรวมห้องเดียวกับเพื่อน แบ่ง(แย่ง)ทรัพยากรในห้องใช้ด้วยกัน ราคาเริ่มต้นของแชร์เซิร์ฟเวอร์ประมาณ 100 บาทต่อเดือน

เว็บโฮสติ้งบางเจ้าจะมีแพคเกจแยกระหว่าง Shared Hosting กับ Managed WordPress Hosting ซึ่งแพคเกจทั้งสองแบบสามารถติดตั้ง WordPress ได้ แต่จะแตกต่างกันที่สเปคของเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงฟีเจอร์ และบริการเสริมที่เพิ่มขึ้นมา

แชร์เซิร์ฟเวอร์ที่จัดทรัพยากรให้แต่ละเว็บโดยเฉพาะ (Virtual Private Server หรือ VPS) ก็ยังเป็นเซิร์ฟเวอร์รวมแต่จะมีการแบ่งทรัพยากรระบบประมวลผล-แบนด์วิธให้แต่ละเว็บโดยเฉพาะ โดยจำนวนเว็บในแต่ละเซิร์ฟเวอร์จะมีจำนวนน้อยกว่าแชร์เซิร์ฟเวอร์แบบแรก เปรียบเสมือนเราเช่าคอนโด มีการกันห้องแยกแต่ละห้อง ราคาเริ่มต้นของ VPS ประมาณ 400 บาทต่อเดือน

เซิร์ฟเวอร์แยก (Dedicated Server) แบบนี้คือการที่เราเช่าเซิร์ฟเวอร์ทั้งเครื่อง ซึ่งทรัพยากรการประมวลผลต่างๆจะเป็นของเราทั้งหมด เหมาะสำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์ของตัวเองหลายๆเว็บ บริหารจัดการอยู่ในเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียว เปรียบเสมือนเราเช่าบ้าน พื้นที่ทรัพยากรทั้งหมดเป็นของเราเอง ราคาเริ่มต้นของเซิร์ฟเวอร์แยกประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน

คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ (Cloud Server) เซิร์ฟเวอร์ทั้งสามแบบข้างต้นจะมีที่ตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่เดียว เช่น US, Singapore, London เป็นต้น แต่คลาวด์เซิร์ฟเวอร์จะเป็นการใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์หลายๆเครื่องร่วมกันไม่ว่าจะเป็นระบบประมวลผล พื้นที่เก็บข้อมูล แบนด์วิธ ส่งผลให้มีความเร็วมากกว่าเซิร์ฟเวอร์แบบปกติอย่างมาก รวมถึงลดปัญหาเว็บล่มจากเซิร์ฟเวอร์ล่ม เนื่องจากเป็นการใช้กลุ่มเซิร์ฟเวอร์ในการเก็บข้อมูลและประมวลผล หากมีเซิร์ฟเวอร์เครื่องหนึ่งล่มก็ยังมีเซิร์ฟเวอร์เครื่องอื่นๆทำงานแทน

ซึ่งคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ก็ยังสามารถแบ่งประเภทการจัดการทรัพยากรได้เป็นแบบ Shared Cloud Server และ VPS Cloud Server เช่นกัน ราคาของคลาวด์เซิร์ฟเวอร์เริ่มต้นประมาณ 125 บาทต่อเดือน

ตัวอย่างโฮสติ้งประเภทต่างๆจาก DreamHost.com
ตัวอย่างโฮสติ้งประเภทต่างๆจาก DreamHost.com

จำนวนเว็บไซต์ และ ซับโดเมนเนม

ในการดูโฮสติ้งแพคเกจนั้น ให้เราดูจำนวนเว็บไซต์ (หรือจำนวนโดเมนเนม) และจำนวนซับโดเมนเนม ที่สามารถมีได้ต่อหนึ่งโฮสติ้งแพคเกจด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราวางแผนใช้โฮสติ้งสร้างเว็บไซต์มากกว่าหนึ่งเว็บ

โดยทั่วไป หนึ่งเว็บไซต์จะใช้หนึ่งโดเมนเนม และสามารถมีหลายซับโดเมนเนมได้ เช่น เว็บไซต์ mydomain.com มีสร้างเว็บไซต์ย่อยบนซับโดเมน store.mydomain.com และ shopping.mydomain.com จะถือว่าเรามีหนึ่งเว็บไซต์ กับอีก สองซับโดเมน

อีกทั้งโฮสติ้งบางเจ้า จะมีบริการให้เราสามารถมีหลายโดเมนเนมที่ชี้ไปยังเว็บไซต์เดียวกันได้ด้วย (Parked Domain Name) เช่น mydomain.net และ mydomain.th ชี้ไปยังเว็บเดียวกับ mydomain.com

พื้นที่เก็บข้อมูล และจำนวนฐานข้อมูล

พื้นที่เก็บข้อมูล (Web Space) คือพื้นที่บนฮาร์ดไดรฟว์บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ให้เราเก็บไฟล์ต่างๆ ทั้งโค้ด รูปภาพ วิดิโอ ซึ่งถ้าเว็บเราไม่ได้มีจำนวนรูปภาพ หรือวิดิโอจำนวนเยอะมาก โดยทั่วไปแพคเกจแบบ Basic จะให้พื้นที่ประมาณ 5-10GB ถือว่าเหลือเฟือ

นอกจากพื้นที่ฮาร์ดไดรฟว์แล้ว บางโฮสติ้งจะกำหนดจำนวนไฟล์สูงสุดที่มีได้ (Inodes) ต่อหนึ่งโฮสติ้งแพคเกจด้วย เช่น SiteGround StartUp 10GB มีจำนวนไฟล์สูงสุดไม่เกิน 150,000 Inodes เป็นต้น

จำนวนฐานข้อมูล (MySQL Database) ฐานข้อมูลนั้นใช้สำหรับเก็บข้อมูล (ไม่ใช่ไฟล์) ต่างๆของ WordPress เช่นข้อมูลการตั้งค่า ข้อมูลโพส ข้อมูลสมาชิกต่างๆ จะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลที่ว่านี้ การติดตั้ง WordPress หนึ่งชุดจะใช้ 1 ฐานข้อมูล ดังนั้นถึงแม้ผู้ให้บริการโฮสติ้งบางที่จะสามารถให้เรามีจำนวนเว็บไซต์ได้ไม่จำกัดในหนึ่งโฮสติ้งแพคเกจ แต่จำนวนฐานข้อมูลที่ให้มา จะเป็นการจำกัดจำนวน WordPress เว็บไซต์ของเราที่มีได้ที่มีได้ในหนึ่งโฮสติ้งแพคเกจด้วย

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการโฮสติ้งบางเจ้าอาจไม่จำกัดจำนวนฐานข้อมูล แต่จำกัดขนาดฐานข้อมูลแทน เช่น SiteGround แพคเกจเริ่มต้นจะจำกัดขนาดฐานข้อมูลที่ 500MB เป็นต้น

อีกอย่างหนึ่งคือปลั๊กอินสำหรับสร้างร้านขายของออนไลน์ WooCommerce นั้นสามารถใช้ฐานข้อมูลร่วมกับ WordPress ได้ (WordPress + WooCommerce = 1 MySQL Database) แต่หากเราลง CMS อื่นที่เป็นร้านขายของออนไลน์ เช่น Magento หรือ Presta Shop จะต้องใช้ฐานข้อมูลแยกต่างหากอีก 1 ชุด

ปริมาณการใช้ข้อมูล และจำนวนผู้เข้าชม

การดูว่าโฮสติ้งแพคเกจที่เราเลือกสามารถรองรับจำนวนผู้เข้าชมได้มากน้อยแค่ไหนสามารถดูได้จากปริมาณการรับ-ส่งข้อมูล (ฺBandwidth หรือ Data Transfer) และ จำนวนผู้เข้าชม (Visitors) ซึ่งเว็บโฮสติ้งแต่ละเจ้าจะกำหนดไม่เหมือนกัน บางที่ไม่จำกัดปริมาณรับส่งข้อมูล แต่จะบอกคร่าวๆว่าโฮสติ้งแพคเกจที่เลือกรองรับจำนวนผู้เข้าชมสูงสุดได้เดือนละกี่คน เช่น SiteGround StartUp 10GB รับผู้เข้าชมได้เดือนละ 10,000 คนแต่ไม่จำกัดจำนวนการรับ-ส่งข้อมูล หรือ ThaiDataHosting WP-SSD1 ไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าชม แต่จำกัดปริมาณรับ-ส่งข้อมูลที่เดือนละ 200GB เป็นต้น

ซึ่งถ้าเว็บไซต์ของเราเน้นการโหลดคอนเทนต์ เช่นโหลดหนัง หรือไฟล์ใหญ่ๆ การเลือกจำกัดจำนวนผู้เข้าชมแทนน่าจะดีกว่า ทั้งนี้ปริมาณการรับ-ส่งข้อมูล หรือจำนวนผู้เข้าชม เป็นเพียงตัววัดคร่าวๆสำหรับประมาณการใช้ทรัพยากรที่โฮสติ้งแพคเกจของเรารองรับได้ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อถึงค่าที่กำหนดเว็บไซต์ของเราจะใช้งานไม่ได้ทันที เพียงแต่ทางผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งจะติดต่อเราเพื่อให้ขยายไปยังแพคเกจที่ใหญ่กว่า เป็นต้น

บริการฟีเจอร์เสริมต่างๆสำหรับเว็บไซต์

นอกจากสเปคในส่วนของตัวเครื่องเซิร์ฟเวอร์เองแล้ว โฮสติ้งแต่ละเจ้าก็จะมีบริการฟีเจอร์เสริมที่แตกต่างกันไป เช่น แคช (Cache) เพื่อเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ให้โหลดเร็วขึ้น การเพิ่มความปลอดภัยด้วย SSL หรือปลั๊กอินเพิ่มความสะดวกในการใช้งานต่างๆ ซึ่งฟีเจอร์หลักๆที่แอดแนะนำว่าควรมี ได้แก่

HTTPS และ SSL Certificate เป็นการเข้ารหัสความปลอดภัยข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์กับเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่เว็บไซต์ตั้งอยู่ เว็บไซต์ที่มีการเข้าด้วยรหัส SSL นั้นชื่อ URL จะขึ้นต้นด้วย https:// แทนที่จะเป็น http:// รวมถึงมีเครื่องหมายล็อกแม่กุญแจอยู่ข้างหน้า หากเราลองคลิกที่แม่กุญแจดูจะเห็นรายละเอียดใบรับรองความปลอดภัย (Certificate) ของเว็บไซต์นั้นๆ

https ช่วยปกป้องข้อมูลที่ผู้เข้าชมส่งไปยังเว็บไซต์ (ที่มา: Sucuri)
https ช่วยปกป้องข้อมูลที่ผู้เข้าชมส่งไปยังเว็บไซต์ (ที่มา: Sucuri)
เว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัส SSL จะแสดงข้อความ "Connection is secure"
เว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัส SSL จะแสดงข้อความ "Connection is secure"

https ถือเป็นมาตรฐานความปลอดภัยปัจจุบันของเว็บไซต์ที่ควรมี ไม่ว่าเว็บไซต์ของเราจะเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ หรือเว็บบล็อกธรรมดาก็ตาม ข้อดีของ https คือเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเรา ซึ่งส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ด้วย 

SSL Certificate นั้นส่วนใหญ่จะมีมากับแพคเกจของเว็บโฮสติ้งชั้นนำอยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถติดตั้งได้เองโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ SSL ที่เป็นที่นิยมเช่น Let’s Encrypt SSL Certificate เป็นต้น

HTTP/2 เป็นโปรโตคอลใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่ HTTP/1 ซึ่งเว็บไซต์ที่ใช้ HTTP/2 สามารถโหลดไฟล์โค้ดต่างๆ (เช่น HTML, CSS, JAVA) ของเว็บไซต์ได้พร้อมๆกัน (Multiplexing) แทนที่จะรอโหลดทีละไฟล์เหมือน HTTP/1 ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ที่ใช้ HTTP/2 มีความเร็วมากกว่า HTTP/1 เป็นอย่างมาก (HTTP/2 ใช้งานได้กับเว็บไซต์ที่มีการเปิดใช้งาน https เท่านั้น)

http2 ช่วยในการโหลดไฟล์โค้ดพร้อมกัน (Multiplexing) ทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้น

http2 ทำให้โหลดไฟล์โค้ดได้พร้อมกัน (Multiplexing) ช่วยให้เว็บโหลดเร็วขึ้น (ที่มา: UpWork)

เซิร์ฟเวอร์แคช (Server Cache) เป็นฟีเจอร์เสริมที่ช่วยในเรื่องของการโหลดข้อมูลในเว็บไซต์ของเราให้เร็วขึ้น โดยโฮสติ้งแต่ละเจ้าก็จะมีแคชเทคโนโลยีแตกต่างกันไป เช่น Varnish, Memcached, OPcache ทั้งนี้ Server Cache จะเป็นการเก็บข้อมูลไว้ใน RAM ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์โดยตรง ซึ่งจะแตกต่างจาก Page Cache หรือ Browser Cache ที่ทำงานผ่านปลั๊กอินต่างๆ เช่น WP-Rocket หรือ W3 Total Cache

FTP และ SSH เป็นเสมือนช่องทางให้เราจัดการไฟล์ต่างๆในเว็บไซต์ผ่านซอฟท์แวร์ FTP หรือ SSH ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องของเราโดยไม่ต้องใช้ File Manager ใน Admin Panel ของเว็บโฮสติ้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานของแต่ละคนว่าถนัดแบบไหน

ตัวอย่างการดูสเปคโฮสติ้งสำหรับสร้างเว็บด้วย WordPress

ในที่นี้จะแสดงตัวอย่างโฮศติ้งแพคเจกของ SiteGround ซึ่งเป็น Managed WordPress Hosting (คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขยาย) สเปคต่างๆเช่นจำนวนผู้เข้าชมที่เหมาะสม พื้นที่เก็บข้อมูล ปริมาณการรับส่งข้อมูล จะคิดจากการใช้งานในหนึ่งโฮสติ้งแพคเกจ ไม่ว่าเราจะมีกี่เว็บไซต์ในแพคเกจนั้นก็ตาม ส่วนฟีเจอร์เสริม เช่น HTTP/2 SSL FTP สามารถติดตั้งใช้งานได้สำหรับทุกเว็บไซต์ที่อยู่ในโฮสติ้งแพคเกจนั้น

03

แนะนำ 3 โฮสติ้งสำหรับสร้างเว็บด้วย WordPress

แนะนำโฮสติ้งหลักสามเจ้าที่แอดใช้บริการอยู่สำหรับสร้างเว็บด้วย WordPress โดยเฉพาะ ได่แก่ ThaiDataHoating, SiteGround และ CloudWays แต่ละที่มีข้อดีแตกต่างกันไป เราสามารถเลือกโฮสติ้งที่คิดว่าเหมาะที่สุด จากนั้นสามารถอ่านคู่มือขั้นตอนการสมัครโฮสติ้ง การตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ และการติดตั้ง WordPress จากลิงก์บทความแยกโดยเฉพาะของแต่ละเจ้าได้เลย

ส่วนที่สองนี้จะเป็นการแนะนำโฮสติ้งหลักสามเจ้าที่แอดใช้บริการอยู่ แต่ละที่มีข้อดีแตกต่างกันไป ซึ่งคุณสามารถเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่คิดว่าเหมาะที่สุด และอ่านรายละเอียดขั้นตอนการสมัครโฮสติ้ง การตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ และการติดตั้ง WordPress ตามส่วนของแต่ละเจ้าได้เลย

Thai Data Hosting

ThaiDataHosting โฮสติ้ง WordPress

Thai Data Hosting คือคลาวด์โฮสติ้งที่ให้บริการโดยบริษัทคนไทย เหมาะสำหรับมือใหม่ที่สะดวกใช้ Technical Support ที่สามารถโทรสอบถาม หรือสื่อสารด้วยภาษาไทยเป็นหลัก

ส่วนที่แอดชอบในการใช้บริการกับ ThaiDataHosting คือนอกจากเว็บไซต์ที่โฮสติ้งอยู่จะโหลดรวดเร็วทันใจ มีโปรจดโดเมนให้ฟรีในปีแรก ยังมีพรีเมี่ยมปลั๊กอิน WP-Rocket เพื่อเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ WordPress ให้เร็วขึ้นอีกต่อหนึ่งให้ใช้ฟรีสำหรับทุกเว็บไซต์ที่โฮสอยู่กับ ThaiDataHosting อีกด้วย (ราคา WP-Rocket ปกติอยู่ที่ 49$ หรือราวๆ 1,500 บาทต่อเว็บไซต์ต่อปี) ซึ่งแค่เรื่องความเร็วเว็บไซต์กับปลั๊กอิน แอดก็คิดว่าคุ้มแล้ว

ThaiDataHosting มีให้บริการทั้ง Cloud Hosting และ VPS Cloud Hosting ซึ่งเซิร์ฟเวอร์มีการติดตั้งแคชเทคโนโลยีต่างๆเพื่อเพิ่มความเร็วให้เว็บไซต์ของเรา เช่น Varnish, Memcached, OPcache รองรับ HTTP/2 พร้อมมี SSL Let’s Encrypt พร้อมให้ใช้งาน

โฮสติ้งแพคเกจของ ThaiDataHosting
โฮสติ้งแพคเกจของ ThaiDataHosting (คลิกเพื่อดูภาพขยาย)

สำหรับผู้ที่จะสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress แอดแนะนำโฮสติ้งแพคเกจ Cloud WordPress Hosting เป็นอย่างต่ำ ซึ่งเป็นแพคเกจที่ปรับตั้งเซิร์ฟเวอร์มาเพื่อ WordPress โดยเฉพาะ ในส่วนของแพคเกจย่อยนั้น (WP-HOSTING-SSD#1 ถึง #4) ฟีเจอร์เสริมต่างๆจะเหมือนกันทุกแพคเกจ แตกต่างกันที่สเป็คของเซิร์ฟเวอร์ และทรัพยากรที่ได้ เช่น พื้นที่เก็บข้อมูล ความเร็วระบบประมวลผล ปริมาณการรับ-ส่งข้อมูล เป็นต้น

การติดต่อกับ Technical Support ก็สามารถใช้ระบบ Ticket ในการสอบถาม หรือแจ้งปัญหาต่างๆ ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการตลอด 24 ชม. ซึ่งเท่าที่แอดลองติดต่อสอบถามเรื่องการตั้งค่าต่างๆ ก็ถือว่าตอบได้รวดเร็ว และให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาได้ดีทีเดียว

ในส่วน Admin Panel ที่ใช้จัดการพวกโดเมนเนม DNS Records ระบบ Ticket สำหรับติดต่อกับเจ้าหน้าที่ Technical Support และระบบชำระเงิน ต่ออายุบริการทั้งหมดจะเข้าได้จาก Customer Area ในเว็บไซต์ของ ThaiDataHosting ส่วนหน้า Admin ของเว็บไซต์ของเราก็จะได้ Direct Admin มา ซึ่งต่างก็ใช้งานได้ดีทั้งคู่

ระบบที่ใช้ในการติดตั้งพวก CMS ต่างๆทาง ThaiDataHosting ให้แอพของ Softaculous มาซึ่งเราสามารถติดตั้ง WordPress รวมทั้งแอพอื่นๆอย่าง PrestShop (สำหรับขายของออนไลน์) ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

ThaiDataHosting โฮสติ้ง WordPress
หากคุณเป็นผู้ที่มีลูกค้าหลักอยู่ในประเทศไทย ต้องการคลาวด์โฮสติ้งประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งาน WordPress อย่างเต็มรูปแบบ สะดวกที่จะติดต่อกับ Technical Support ที่เป็นคนไทย มีโปรโดเมนเนม และปลั๊กอินแบบสุดคุ้ม ThaiDataHosting ถือเป็นทางเลือกแรกๆที่แอดแนะนำ คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์กับ ThaiDataHosting กันเลย

SiteGround

SiteGround โฮสติ้ง WordPress 

SiteGround นั้นถือเป็นหนึ่งในสามเว็บไซต์ที่เป็น Official Recommendation จาก WordPress.org ซึ่ง SiteGround เองนั้นถือว่าเป็นโฮสติ้งที่คนทั่วโลกนิยมใช้เป็นอันดับต้นๆสำหรับสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress

จุดเด่นของ SiteGround ในความเห็นของแอดคือเทคโนโลยีของเซิร์ฟเวอร์ต่างๆนั้นปรับตั้งมาเพื่อใช้งานกับ WordPress โดยเฉพาะ มีปลั๊กอินแคช SG Optimizer ที่ SiteGround พัฒนาขึ้นเอง ออกแบบสำหรับสำหรับใช้เพิ่มความเร็วให้กับ WordPress บนเซิร์ฟเวอร์ของ SiteGround โดยเฉพาะ อีกทั้ง SiteGround ยังมีชื่อเสียงเรื่องทีม Technical Support ที่บริการดูแลตอบคำถามต่างๆลูกค้าเป็นอย่างดี

โฮสติ้งแพคเกจหลักของ SiteGround ที่เป็น Managed Hosting มี 3 แบบ คือ StartUp, GrowBig และ GoGeek ทุกแพคเกจออกแบบมาสำหรับสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress โดยเฉพาะ รองรับ HTTP/2 พร้อมมี SSL Let’s Encrypt พร้อมให้ใช้งาน รวมถึงสามารถติดตั้งปลั๊กอินอย่าง WooCommerce หรือ Magento เพื่อทำร้านขายของออนไลน์ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

โฮสติ้งแพคเกจของ SiteGround มีการให้ทรัพยากรของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และฟีเจอร์เสริมต่างๆแตกต่างกันไปตามแพคเกจที่เลือก อย่างเช่น ฟีเจอร์เพื่อเพิ่มความเร็วให้เว็บไซต์ (SuperCacher หรือก็คือปลั๊กอิน SG Optimizer) นั้น แพคเกจ StartUp จะมีแคชแค่ในส่วนของ Static Cache (แคชหน้าเว็บเพจที่เป็น HTML, Java) ส่วนแพคเกจ GrowBig และ GoGeek จะมี Dynamic Cache (แคชหน้าเว็บเพจที่เป็นโค้ดต่างๆที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น PHP) และ Database Cache (หรือ Memcached เพื่อแคชข้อมูลจาก MySQL Database) ซึ่งถ้าเว็บไซต์ของเราทำร้านขายของออนไลน์ที่มีการใช้งาน Dynamic Content ค่อนข้างเยอะอย่างพวกตะกร้าสินค้า หรือการแสดงผลสินค้าต่างๆตามประเภทผู้เข้าชม การเลือกแพคเกจ GrowBig ขึ้นไปก็อาจจะเหมาะกว่า

ความพิเศษของปลั๊กอินแคช SG Optimizer ของ SiteGround คือตัวปลั๊กอินจะสร้างไฟล์แคชบนแรมของเซิร์ฟเวอร์ แทนที่เป็นฮาร์ดดิสก์ เนื่องจาก SG Optimizer สามารถเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของ SiteGround ได้โดยตรง ส่งผลให้ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ เร็วมากกว่าการโหลดจากฮาร์ดดิสก์ปกติ

นอกจากเทคโนโลยีแคชแล้ว SiteGround ยังมีบริการเสริมอย่าง CloudFlare CDN มาให้ในทุกโฮสติ้งแพคเกจด้วย ซึ่งเราสามารถติดตั้งภายใน Admin Panel ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการใช้งาน CDN จะช่วยเพิ่มความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ของเรา รวมถึงช่วยลดปริมาณรับ-ส่งข้อมูลได้เป็นอย่างมาก

ถึงฟีเจอร์ CloudFlare CDN ที่ SiteGround ให้มานั้นเป็น CloudFlare Free แต่ก็มีบางฟีเจอร์ของ CloudFlare Pro ที่แถมมาให้มาในแพคเกจฟรีด้วย เช่น Railgun สำหรับเพิ่มความเร็วในการโหลด Dynamic Content รวมถึงหากเราซื้อแพคเกจ CloudFlare Pro ผ่านทาง SiteGround จะได้ราคาถูกกว่าซื้อกับ CloudFlare โดยตรง (11$ จากปกติ 20$ ต่อเดือนต่อเว็บไซต์)

ฟีเจอร์อีกอย่างที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้เราคือ การทำ Staging (มีในแพคเกจ GrowBig ขึ้นไป) เป็นเหมือนการที่เราโคลนเว็บไซต์ของเราไปไว้หลังบ้าน โดยที่เราสามารถทำการปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ หรือทดสอบโค้ดต่างๆได้ โดยไม่กระทบกับเว็บไซต์จริงที่ผู้เยี่ยมชมกำลังใช้งานอยู่ พอทดสอบเสร็จเรียบร้อยก็ค่อย Deploy ใช้งานจริง ไม่ต้องมาขึ้นป้ายปิดเว็บไซต์เพื่อซ่อมบำรุงให้ลูกค้านั่งเบื่อกันเล่นอีกด้วย

จุดเด่นอีกอย่างของ SiteGround คือมีหน้า Admin Panel ที่ใช้งานง่ายมากๆ การจัดการทั้งเว็บไซต์ และโดเมนเนม รวมถึงปลั๊กอินต่างๆอย่าง CloudFlare สามารถทำได้อย่างสะดวกจากหน้า Admin บนเว็บไซต์ของ SiteGround ครบหมดที่เดียวเลย

ในส่วนของ HelpDesk ก็มีความรู้เกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆสำหรับโฮสติ้ง และ WordPress ที่เราสามารถอ่านเองได้ อีกทั้งหากเราติดปัญหา หรือมีข้อสงสัยก็สามารถติดต่อทีมงานได้ทาง Live Chat หรือ Support Ticket เรียกว่างาน Technical Support นั้นจัดทีมงานมาช่วยเหลือเราครบทุกช่องทาง

SiteGround ยังมีเงื่อนไข 30-day money back guarantee สำหรับ Shared Hosting ทั้งสามแพคเกจ ซึ่งหากเราใช้แล้วไม่พอใจสามารถขอคืนเงินได้ใน 30 วันอีกด้วย

SiteGround โฮสติ้ง WordPress 
หากคุณเป็นผู้ที่มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก ต้องการโฮสติ้งนอกที่เน้นเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์แรงๆ รวมถึงฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้เว็บไซต์ WordPress เยอะๆ มี Admin Panel ที่ใช้งานง่าย SiteGround ถือเป็นทางเลือกที่ดีอันหนึ่ง คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์กับ SiteGround กันเลย

CloudWays

CloudWays โฮสติ้ง WordPress

CloudWays คือคลาวด์โฮสติ้งสำหรับผู้ที่ต้องการโฮสติ้งนอกที่เร็ว แรง และมีคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ให้เลือกได้หลากหลาย สามารถขยายทรัพยากรเครื่องได้อย่างง่ายดายตามจำนวนคนใช้งานที่เพิ่มขึ้น (Scalable) รวมทั้งมี Admin Panel สุดล้ำ

CloudWays นั้นจัดเต็มเทคโนโลยีพอๆกับ SiteGround ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กอินแคช ฺBreeze ที่ CloudWays พัฒนาขึ้นเองสำหรับใช้เพิ่มความเร็วให้กับ WordPress บนเซิร์ฟเวอร์ของ CloudWays โดยเฉพาะ รวมถึงเซิร์ฟเวอร์แคชอย่าง Varnish (Static Cache), Memcached และ Redis (Database Cache) ซึ่งมีให้อยู่ในทุกแพคเกจอีกด้วย รวมถึงสามารถติดตั้งปลั๊กอินอย่าง WooCommerce หรือ Magento เพื่อทำร้านขายของออนไลน์ได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

CloudWays นั้นเป็น Managed Cloud Hosting ซึ่งมีคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ให้เลือกถึง 5 เจ้า ซึ่งแต่ละเจ้าล้วนเป็นคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ชั้นนำ ตั้งแต่ราคาสบายกระเป๋าอย่าง DigitalOcean ไปจนถึงราคากระเป๋า(คนอื่น)ตุงอย่าง AWS หรือ GoogleCloud

การเช่าคลาวด์โฮสติ้งของ CloudWays นั้นเป็นแบบ Pay-Per-Use หรือใช้ก่อนค่อยจ่ายทีหลัง คือแทนที่เราจะเหมาจ่ายล่วงหน้าเป็นรายปีแบบ ThaiDataHosting หรือ SiteGround แต่ CloudWays จะคิดค่าบริการเราแบบรายเดือน ซึ่งคิดจากปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลเป็นหลัก เช่น แพคเกจ DigitalOcean แบบ 10$ ต่อเดือน สามารถใช้ปริมาณรับ-ส่งข้อมูล (Bandwidth) ได้ 1TB ต่อเดือน หากเกินก็จะโดนเก็บเพิ่มอีก 0.02$ ทุกๆ 1GB ที่เกิน (แต่ถ้าใช้ไม่ถึงก็จ่ายที่ขั้นต่ำ 10$) เป็นต้น

อีกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ คือแพคเกจของ CloudWays นั้นการใช้งาน CloudWays CDN และอีเมล์เซิร์ฟเวอร์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ต่างจาก ThaidataHosting และ SiteGround ที่มีมาให้ในแพคเกจเลย) ในส่วนของ CloudWays CDN จะมีค่าใช้จ่ายต่างหากอีก 1$ ต่อเดือนต่อการรับ-ส่งข้อมูล 25GB แรก หากใช้เกิน 25GB ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 0.04$ ต่อ 1GB (ทั้งนี้เราสามารถใช้ CloudFlare Free แทนก็ได้) และในส่วนของอีเมล์เซิร์ฟเวอร์ ก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างหากอีก 1$ ต่อหนึ่งอีเมล์แอดเดรสต่อเดือน

หากคุณสนใจสร้างเว็บด้วย WordPress บน CloudWays สามารถสมัครทดลองใช้งานได้ฟรี 3 วัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

CloudWays โฮสติ้ง WordPress
หากคุณเป็นคนที่ชอบคลาวด์โฮสติ้งนอกแบบจ่ายตามจริง มี Admin Panel แบบล้ำๆ ที่มีพวก Monitoring หรือ Analytics Report เยอะๆ ไม่ว่าจะเป็น Process, Resource, Traffic, PHP, MySQL หรือต้องการที่จะสามารถเพิ่มทรัพยากรเครื่อง (Vertical Scaling) ได้เองตามการใช้งานจริง CloudWays ถือเป็นโฮสติ้งที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี คลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์กับ CloudWays กันเลย
04

สรุป

สำหรับบทความแนะนำการสร้างเว็บด้วย WordPress นี้ แอดสรุปส่วนสำคัญสำหรับเนื้อหาตามนี้เลย
  • WordPress เป็นโปรแกรมสร้างเว็บ (หรือ CMS) ที่คนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากใช้งานง่าย รองรับการปรับแต่งใช้งานได้หลากหลายตั้งแต่บล็อกธรรมดา ไปจนถึงร้านขายของออนไลน์ ปลอดภัย มีธีมให้เลือกเยอะมาก มีเมนูรองรับภาษาต่างๆรวมทั้งภาษาไทย
  • WordPress.org เป็นแบบ self-hosted เราต้องมีโฮสติ้งเอง สามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้หลากหลายตามความต้องการ
  • WordPress.com เป็นบริการ Website Builder ใช้งานง่าย ไม่ต้องดูแลระบบโฮสติ้งหลังบ้าน แต่ทำการปรับแต่งได้จำกัด ไม่สามารถติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มได้
  • เว็บไซต์ WordPress สามารถสร้างเป็นเว็บขายของออนไลน์ได้ โดยการติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce เพิ่ม (ฟรี)
  • การเลือกบริการเว็บโฮสติ้ง ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่ง
  • การที่เว็บของเราจะโหลดช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเว็บโฮสติ้งที่เราเลือกเป็นหลัก
  • ปัจจัยอื่นๆที่ต้องพิจารณาในการเลือกโฮสติ้ง
    • พื้นที่เก็บข้อมูลแพคเกจเริ่มต้นราวๆ 5-10 GB นั้นถือว่าเหลือเฟือสำหรับเว็บไซต์ทั่วไปที่ไม่ได้เน้นการโหลดคอนเท้นต์ หรือสตรีมมิ่งไฟล์วิดิโอต่างๆ
    • ดูจำนวนโดเมนเนม และซับโดเมนเนมให้เพียงพอกับจำนวนเว็บไซต์ที่เราวางแผนจะสร้าง
    • ดูจำนวนฐานข้อมูลให้เพียงพอกับจำนวน CMS ที่จะติดตั้ง (WordPress กับ WooCommerce ใช้ฐานข้อมูลร่วมกันได้)
    • ดูปริมาณการรับ-ส่งข้อมูล (แบนด์วิธ) และจำนวนผู้เข้าชมให้เหมาะสมกับแพคเกจที่เลือก
    • ฟีเจอร์เสริมที่ควรมี คือ SSL Certificate, HTTP/2 และ FTP

อ่านจบแล้ว ไงต่อ...?

บทความนี้มีประโยชน์กับคุณแค่ไหน ?

โหวตเลย! เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงบทความให้มีประโยชน์กับคุณมากที่สุด

คุณคาดหวังอะไรในบทความนี้ หรือมีอะไรที่อยากให้เราเพิ่มเติม?

แชร์ต่อ…

อ่านจบแล้วก็แชร์ความรู้นี้ต่อ ให้เพื่อนๆที่สนใจการทำเว็บ หรือทำร้านขายของออนไลน์ด้วยไงล่ะ คลิกเพื่อแชร์จากโซเชียลมีเดียขาประจำด้านล่างได้เลย! (แอดขอขอบคุณที่ช่วยแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆนะ =/\=)

อ่านต่อ…​

หากคุณชอบข้อดีของการสร้างเว็บไซต์ หรือร้านขายของออนไลน์ด้วย WordPress คุณสามารถเลือกเว็บโฮสติ้งที่สนใจ จากนั้นคลิกเพื่ออ่านคู่มือขั้นตอนการสมัครโฮสติ้ง จดโดเมนเนม และติดตั้ง WordPress อย่างละเอียดตามโฮสติ้งแต่ละเจ้าได้เลย

สงสัยต่อ…

หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์แบบต่างๆ สามารถถามแอดมินผ่านทางกล่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลย หรือจะติดต่อแอดผ่านช่องทางอื่นๆใน Contact ก็ได้นะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top

Table of Contents

Share
Tweet
Share
Pin